
ฟื้นสัมพันธ์เพื่อนเก่า
นันทิยา วรเพชรายุทธบินลัดฟ้าไปอเมริกาเรียบร้อยแล้วสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางเยือนสหรัฐตามคำเชิญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนับเป็นผู้นำอาเซียนคนที่ 3 ที่ต่อคิวไปเยือนทำเนียบขาวกันติดๆ ต่อจากนายกรัฐมนตรี เหวียน ชวนฟุก ของเวียดนาม และนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย
นันทิยา วรเพชรายุทธ
บินลัดฟ้าไปอเมริกาเรียบร้อยแล้วสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเดินทางเยือนสหรัฐตามคำเชิญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนับเป็นผู้นำอาเซียนคนที่ 3 ที่ต่อคิวไปเยือนทำเนียบขาวกันติดๆ ต่อจากนายกรัฐมนตรี เหวียน ชวนฟุก ของเวียดนาม และนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย
การเยือนครั้งนี้ถือเป็นคำเชิญเยือนแบบทวิภาคีครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2014 ต่างจากครั้งที่ไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ สมัยพิเศษเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ไทยมีภาษีดีขึ้นและไม่ถูกตั้งแง่ว่าเป็นรัฐบาลทหารอีก และนับเป็นจุดเริ่มต้นฟื้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยกับสหรัฐ
ทว่าจะฟื้นขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนกับความสัมพันธ์ที่ยาวนานมา 184 ปีนั้น ก็ยังตอบได้ยากในยุคที่สหรัฐไม่ใช่มหาอำนาจตัวเลือกเดียวอีกต่อไป
สื่อต่างประเทศจับตาว่าการเยือนครั้งนี้อาจแบ่งวาระหลักๆ ได้เป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และการทหาร
มุมเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วยสูงสุดในอันดับที่ 11 จนเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่ถูกสหรัฐตั้งสอบฐานมีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ แม้ผลการสอบดังกล่าวจะไม่ได้นำไปสู่การลงโทษหรือตอบโต้ประเทศใดก็ตาม แต่ก็เป็นแรงกดดันทางอ้อมกลายๆ ให้ประเทศคู่ค้าเหล่านี้ต้องยอมมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดหรือเข้าไปลงทุนเพิ่ม
ตัวอย่างหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นก็คือ การกดดันให้ไทยนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ไม่ต่างอะไรกับหลายประเทศก่อนหน้า เช่น จีน ที่ยอมนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐนับตั้งแต่ปี 2003
นอกจากสินค้าเกษตรแล้ว ก็ยังมีเรื่องการค้าการลงทุน มาตรา 301 และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และเรื่องสิทธิบัตรยาต่างประเทศที่ยังคงค้างรอการอนุมัติอีกนับพันฉบับ
แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ คาดว่าสหรัฐจะให้ความสนใจใน 3 ประเด็น คือ การมีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่คุ้มครองไม่ให้เกิดการละเมิด การแทรกแซงค่าเงินบาท และการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งหากจัดซื้อจากสหรัฐก็จะมีแต้มต่อ แต่หากซื้อจากรัสเซียหรือจีนมากก็อาจจะถูกเพ่งเล็ง
กรณีเรื่องการทหารกับดีลการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ นี่เองที่หลายฝ่ายกำลังจับตาไม่แพ้กันว่า เป็นหนึ่งในยุทธวิธีเชื่อมสัมพันธ์แบบ ทรัมป์-ประยุทธ์ ที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย
งานนี้ไทยจะไปจบดีลเก่าที่คุยกันมาตั้งแต่หลายปีก่อนเรื่องการซื้อแบล็กฮอว์ก 4 ลำ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งสภาคองเกรสของสหรัฐอนุมัติการขายให้ตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้มาแล้ว และจะทำดีลใหม่กับอาวุธปล่อยนำวิถี "ฮาร์พูน บล็อก ทู" เพื่อติดตั้งบนเรือ ฟริเกต DW3000 ลำใหม่ (เรือหลวง ท่าจีน) ที่เพิ่งซื้อจากเกาหลีใต้ และกำลังจะเข้าประจำการในต้นปีหน้า ซึ่งมีรายงานว่า สหรัฐเห็นชอบเบื้องต้นไปแล้วกับการขายขีปนาวุธฮาร์พูน มูลค่าเกือบ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ดี อีกประเด็นหนึ่งที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจในการพบปะกันระหว่างผู้นำไทย-สหรัฐครั้งนี้ กลับมีเรื่อง "เกาหลีเหนือ" รวมอยู่ด้วย
รอยเตอร์สรายงานว่า สหรัฐต้องการให้ไทยมีบทบาทเป็นผู้นำในภูมิภาค ในการกดดันเกาหลีเหนือ โดยไทยเป็น 1 ในชาติอาเซียนที่มีธุรกิจเกาหลีเหนืออยู่ในประเทศ และเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทางการไทยให้ข่าวว่าได้ลดความสัมพันธ์ทางการค้ากับเกาหลีเหนือไปแล้วถึง 94%
เบนจามิน ซาวักคี ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียได้ให้มุมมองในเดอะ ดิโพลแมท ว่า เป็นเพราะสหรัฐและจีนต่างก็มีมุมมองภาพกว้างต่อเกาหลีเหนือใกล้เคียงกัน การดึงไทยมาร่วมจึงไม่ถือว่าเป็นการให้เลือกข้างสหรัฐหรือจีน แต่สหรัฐเองก็จะได้ผลในทางอ้อมโดยกระชับความสัมพันธ์กับไทยไปพร้อมกันด้วย และไทยเองก็เคยมีบทบาทคนกลางเรื่องเกาหลีเหนือมาแล้วในช่วงทศวรรษ 2000
นอกจากเพื่อแก้ปัญหาเกาหลีเหนือโดยลดการคุยผ่านจีนเหมือนที่ผ่านมา ไทยเองก็ยังเป็นมิตรเก่าและจุดยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ที่สำคัญยิ่งกับจีนในเชิงการค้าและการเมือง ซึ่งสหรัฐต้องดึงกลับมาบาลานซ์ก่อนที่จะเอียงไปอยู่กับจีนยิ่งไปกว่านี้เช่นกัน n







