
การป้องกันความเสี่ยงในการทำความดี คือการไม่ต้องทำอะไร
สุรพล โอภาสเสถียรบทความนี้ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า (1) เป็นเรื่องสมมติที่เกิดในประเทศสารขัณฑ์ (2) ตัวละครทั้งหมดไม่มีอยู่จริง (3) เอามาอ้างอิงในประเทศของเราของท่านไม่ได้ (4) เป็นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้มิให้เกิดในโลกความเป็นจริงในทุกวันนี้
สุรพล โอภาสเสถียร
บทความนี้ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า (1) เป็นเรื่องสมมติที่เกิดในประเทศสารขัณฑ์ (2) ตัวละครทั้งหมดไม่มีอยู่จริง (3) เอามาอ้างอิงในประเทศของเราของท่านไม่ได้ (4) เป็นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้มิให้เกิดในโลกความเป็นจริงในทุกวันนี้
ทุกโลก ทุกประเทศ ทุกสังคม ทุกผู้ทุกที่ ถือตนว่าเป็นคนดี มีศีล มีธรรม ล้วนเกลียด ไม่ชอบ ไม่เคยคิดที่จะทำเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบ แต่ในทุกสังคมก็จะมีเรื่องแบบนี้เกิดอยู่เสมอ เรื่องอามิส สินจ้าง เงินทอน ใต้โต๊ะ เรียกรับผลประโยชน์ ต่างเป็นธุรกรรมที่ถ้าจะสืบสวน สอบสวน ต้องใช้ข้อมูลจากหลายภาคส่วน ข้อมูลบัญชีเงินฝาก สินเชื่อ การโอนเงินก็เช่นกัน มันคือร่องรอยที่คนสืบสวน สอบสวน ไต่สวนจะต้องหามา ประเทศสารขัณฑ์ (ย้ำอีกครั้งว่าสมมติ) จึงกำหนดให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และอำนาจในการเรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐและเอกชน ใช่หรือไม่
ทีนี้พอองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายเรียกหรือสั่งให้องค์กรหนึ่งที่มีข้อมูลธุรกรรมการเงินให้ส่งข้อมูล องค์กรนั้นก็เกิดความกังวลใน 2 มิติ มิติแรก จะมีปัญหากับท่านที่เป็นเจ้าของข้อมูลหรือไม่ เพราะพวกนี้ก็มีฤทธิ์มีเดชพอสมควร มิติที่สอง องค์กรนั้นมันมีผู้กำกับดูแลนี่นา จะไปทำอะไรโดยไม่บอกกล่าวเห็นจะไม่ดี
องค์กรที่ดูแลข้อมูลจึงแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ผู้เป็นตัวแทนอำนาจกำกับดูแลทั้งก่อนส่งข้อมูล ระหว่างส่งข้อมูล และหลังการส่งข้อมูล แจ้งเพื่อบอกว่า เจตนาสุจริต สนับสนุนให้เกิดความยุติธรรมในการพิสูจน์ความจริง เรื่องก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใดๆ
จนอยู่มาวันหนึ่ง องค์กรที่ส่งข้อมูลและผู้นำองค์กรได้รับหนังสือแจ้งโทษจากเจ้าหน้าที่ผู้เป็นตัวแทนอำนาจกำกับดูแลว่า "ท่านเข้าข่ายกระทำความผิด..." หลังจากรวบรวมสติได้ ขอคำแนะจากเทวดา เทพแห่งความยุติธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ก็ได้คำตอบสั้นๆ ว่า "เอาเจตนาสุจริตเป็นธงนำ เอาความตั้งใจที่จะช่วยประเทศสารขัณฑ์ให้บรรลุนโยบายต่อสู้การทุจริต คอร์รัปชั่น ที่มีทุกหนแห่งเป็นข้อชี้แจง"
วันเวลาผ่านไป ผู้นำองค์กรยังวางทุกข์ไม่ได้ สุขภาพย่ำแย่ ลูกเมียเสียใจและเป็นทุกข์ จนหัวใจวายเฉียบพลัน คุณพระคุ้มครองเขาฟื้นมาได้ จนหมอยังสงสัยว่าเกิดได้อย่างไร ความคิดความอ่านยังเหมือนเดิม พร้อมกับข่าวดีว่า สิ่งที่องค์กรดูแลข้อมูลทำไปนั้น ไม่มีเจตนาทำผิด (คือการกระทำนั้นผิดแต่ไม่มีเจตนา) ทั้งที่จริงแท้แล้วมันควรเป็น ไม่มีความผิดมาตั้งแต่ต้น องค์กรดูแลข้อมูลจึงขอความเมตตาอีกครั้งขอให้พิจารณา ผลท้ายสุดที่ออกมาคือ เรื่องที่มีการกล่าวโทษ วินิจฉัย และแจ้งมาเป็นข้อๆ นั้น ให้ถือว่าอยู่นอกอำนาจในการพิจารณาของผู้กำกับดูแล ... แต่คำว่า ไม่มีเจตนากระทำผิดยังคงอยู่ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
ข้อคิดจากจินตนาการนี้คือ การป้องกันความเสี่ยงในการทำความดี คือการไม่ต้องทำอะไรเอง ถ้าคิดจะทำจริงๆ ต้องให้คนที่เขามีตรายี่ห้อผู้พิทักษ์ความดีตัดสินใจ ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์ออกจากกลุ่มไลน์เพราะผู้พิทักษ์ความดีเข้ามา
หมายเหตุ : สิ่งที่ควรทำ..เราต้องทำสิ่งที่ไม่ควรทำ...เราต้องไม่แม้แต่จะคิดทำ







