posttoday
ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ ปรับตัวเร็วและยืดหยุ่น

ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ ปรับตัวเร็วและยืดหยุ่น

30 กันยายน 2560

ในยุคที่อุตสาหกรรมมีความท้าทายในการดำเนินธุรกิจด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

ในยุคที่อุตสาหกรรมมีความท้าทายในการดำเนินธุรกิจด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ธุรกิจโรงงานผลิตแก้วมักจะพบปัญหาความไม่พอดีอยู่เสมอ ซึ่งถ้าไม่มากเกินไปก็จะน้อยเกินไป

ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี โฟลต กล๊าส (บีจีเอฟ) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายกระจกแผ่น ในเครือ บางกอกกล๊าส กรุ๊ป จึงต้องใช้การบริหารงานหลากหลายรูปแบบเพื่อวางแผนและขับเคลื่อนธุรกิจซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการเพื่อให้ทุกส่วนงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ย้อนกลับไปในยุคก่อนหน้าที่หลายองค์กรให้ความสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการขายหรือการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ในยุคปัจจุบันที่จะต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ วิสัยทัศน์ของทั้งตัวผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรจึงมีส่วนสำคัญในการบริหารงาน

นอกจากนั้น ที่ขาดไม่ได้เลยคือการพัฒนาบุคลากรพร้อมการวางแผนทางกลยุทธ์และการสื่อสารให้บุคลากรเข้าใจถึงทิศทางการดำเนินงานและแผนงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในด้านต่างๆ ขององค์กร เพื่อผลักดันให้พนักงานมีความกระตือรือร้นและให้สามารถดำเนินงานไปได้ในทิศทางเดียวกัน

“แนวคิดในการบริหารงานที่ยึดถือมาโดยตลอดเสมอของผมเองคือ การทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ต้องปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นอยู่เสมอ และไม่ติดยึดการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ที่ใช้กันมาสมัยเมื่อ 20-30 ปี”

ทั้งนี้ ทั้งบริษัทหรือผู้บริหารเองต้องเรียนรู้และหมั่นสังเกตและวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันและอนาคต มีการวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องหมั่นเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อเติบโตไปพร้อมๆ กับบริษัท

นอกจากนี้ ส่วนตัวเองมักจะมองหาโอกาสและช่องทางใหม่ๆ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เพราะเราไม่สามารถยืนอยู่จุดเดิมในขณะที่สิ่งรอบตัวหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างที่เราเห็นองค์กรหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ปรับตัวช้า ก็ไม่สามารถข้ามผ่านวิกฤต จนต้องปิดตัวลงไป เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จในอดีตไม่ได้เป็นตัวการันตีความสำเร็จในอนาคต บริษัทจึงต้องมองกลับมาที่ตัวบริษัทเองว่าอะไรคือจุดแข็งที่สามารถนำไปพัฒนา และต่อยอดได้ในอนาคต

ขณะที่การยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และทำความเข้าใจในความแตกต่าง หรือการให้คุณค่าที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน พร้อมรับฟัง พูดคุย กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายเหล่านี้เข้าด้วยกัน ซึ่งการวางบุคลากรให้เหมาะสมกับความถนัดและความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เป็นสิ่งที่ช่วยให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมในยุคปัจจุบัน

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตนเคยบริหารงานในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์แก้วเป็นหลัก ก็จะคุ้นเคยกับธุรกิจแบบ B2B ดูแลกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือบริษัท โดยหัวใจหลักของการทำธุรกิจ B2B คือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้า เพราะหากแข่งขันแค่ตัวราคาเพียงอย่างเดียวลูกค้าก็จะสามารถเปลี่ยนการสั่งซื้อไปตามราคาที่ต่ำกว่าได้ง่ายๆ

แต่หากเราสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถได้ของจากเรา 100% มีของรองรับความต้องการของลูกค้าได้เพียงพอ ขนส่งตรงตามเวลา มีทีมงานคอยดูแลเวลาลูกค้าเกิดปัญหา จึงไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิตของลูกค้า เน้นการเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์และบริการ สร้างความประทับใจและประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า

ส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (รอยัลตี้) จากลูกค้า จะทำให้ลูกค้าหันไปหาเจ้าใหม่หรือคู่แข่งน้อยลง ซึ่งเราต้องรักษาข้อดีในส่วนนี้ให้ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจบรรจุภัณฑ์หลังจากนี้ไปค่อนข้างเติบโตได้ไม่หวือหวาเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้ลองศึกษาธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจ โดยการนำวัสดุแก้ว ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทมาใช้ต่อยอด นับเป็นสิ่งที่มองหาโอกาสในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับมีความต้องการในตลาดสูง ทำให้มองมาที่ธุรกิจกระจก ซึ่งในปัจจุบันปริมาณกระจกในไทยไม่เพียงพอต่อความต้องการทำให้ต้องมีการนำเข้ากระจกจากต่างประเทศสูงถึง 20% โอกาสตรงนี้เองที่ทำให้บริษัทเข้ามาสู่ธุรกิจกระจกอย่างเต็มตัวภายใต้แบรนด์ของบีจีเอฟจนถึงปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ