
สะใภ้ส่งออก สาวเวียดนาม
ยุคแรกๆ ที่เข้าไปทำธุรกิจที่เวียดนาม กลุ่มเรามีความมุ่งมั่นว่าจะ
ยุคแรกๆ ที่เข้าไปทำธุรกิจที่เวียดนาม กลุ่มเรามีความมุ่งมั่นว่าจะต้องไปสร้างชื่อเสียงของสินค้าให้ได้ครับ เราเอาสินค้าไทยไปกันหลากหลายตัวพอสมควร ที่ประสบความสำเร็จก็เยอะ ที่ต้องเลิกราก็เยอะครับ ส่วนมากที่เลิกทำเพราะเจ้าของสินค้าไทยมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการจัดจำหน่ายที่เป็นรูปแบบจริงจัง โดยมากมักเพียงอยากขาย ขายได้ เก็บเงินได้พอ
ด้านการตลาดหรือมองไกลๆ ให้เห็นอนาคตมักจะถอยเสียก่อนครับ รอให้พ่อค้าแม่ค้าเรียกร้องอยากซื้อ พอมีคนเอาไปขายก็ปล่อย เป็นตายไม่ค่อยสนใจ ขอเพียงที่เขาเอาไปขายแล้วเก็บเงินได้เป็นพอ จึงเป็นปัญหาสู้สินค้าชาติอื่นๆ ที่เขามีวิสัยทัศน์ไม่ค่อยได้ แต่ผมและกลุ่มโชคดีครับที่เจอกับกระทิงแดงและปลากระป๋องสามแม่ครัว จึงอยู่ได้ยืนยาว พวกเราทุ่มเทกันมาก ช่วงแรกๆ ผมเอาพนักงานจากที่บริษัทไป บางคนสมัครไป บางคนก็ถูกขอร้องให้ไป จึงทำให้เรามีวันนี้ครับ ต้องขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่ร่วมใจกันสู้ครับ ที่เป็นผู้หญิงก็เยอะครับ ส่วนมากเมื่อไปอยู่ที่นั่น ไม่ค่อยเห็นมีคนไทยเสียดุลการค้าเลยครับ (แต่งงานให้คนเวียดนาม) ได้ดุลการค้ามากกว่าครับ โดยมากผู้ชายที่ไปอยู่ที่นั่น มักจะได้ภรรยาเป็นสาวเวียดนามหมดครับ นี่หมายถึงน้องๆ ที่บริษัทนะครับ พวกผม 3 คนไม่มี เพราะอาวุโสเกินไป สาวๆ เวียดนามจึงไม่มอง ใครก็ตามที่จะไปทำงานที่นั่น ผมสัมภาษณ์เองก็จะถามว่ามีภรรยาหรือยัง ถ้ามีแล้วผมต้องถามภรรยาเขาก่อนว่า คุณมั่นใจสามีคุณนะ ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าให้ไป เพราะผมไม่อยากทำบาป ร้อยทั้งร้อยไปแล้วเปลี่ยนภรรยาหมด มีอยู่คน ชื่อแจ็ค มาอ้อนวอนขอไปทำงานที่เวียดนาม ผมเรียกภรรยาเขามา ภรรยาชื่อแหม่ม กำลังตั้งครรภ์อยู่ ผมก็เรียกมาทั้งคู่ ถามแล้วถามอีก เขาก็ยืนยันว่าจะไป ภรรยาก็บอกว่าพี่แจ็คเป็นคนดี รักครอบครัวมาก เชื่อใจได้อย่างนั้นอย่างนี้ สารพัดเหตุผล ผมเลยให้ไป แต่พอไปแล้วไม่ถึง 6 เดือนครับ เรียบร้อยสาวเวียดนาม อ้าว...ผมเขียนอย่างนี้ บรรดาหนุ่มๆ ที่จะไปเวียดนามเกลียดผมแน่ๆ ครับ แต่ต้องบอกว่าบางคนนะครับ บางคนใจมั่นคงก็ไม่มีปัญหาครับ แฮ่ๆๆๆ
ในช่วงที่ผมอยู่ที่เวียดนาม ร้านอาหารที่เล็กๆ ในซอกซอยที่ผมกับคุณมงคลชอบไปทานกัน มีอยู่ร้านหนึ่ง เขาขายหมูพะโล้ อร่อยมาก ร้านจะตั้งอยู่ปากซอยโดยไม่มีโต๊ะให้ลูกค้านั่งทาน แต่ภายในซอยจะเป็นบ้านแบบคนจีน เขาจะตั้งโต๊ะให้ลูกค้าจะเข้าไปนั่งทานอาหารในบ้านชาวบ้าน ผลประโยชน์ทางร้านจะแบ่งให้ชาวบ้าน เรียกว่าแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน มีอยู่วันหนึ่งเราเข้าไปนั่งทานข้าวขาหมูกัน ภายในบ้านหลังนั้นมีโต๊ะใหญ่อยู่หนึ่งโต๊ะ มีหนุ่มใหญ่ชาวไต้หวัน (อายุ 60-70 ปี เกือบทั้งหมด) นั่งกันอยู่สิบกว่าคน สักพักก็จะมีสาวใหญ่ชาวเวียดนามพูดจีนกลางได้คล่องมาก (ผมเด็กเก่าไต้หวัน เลยเข้าใจที่เขาพูดทั้งหมด) พาเด็กสาวๆ เดินมาแนะนำทีละคน โดยพูดอธิบายสรรพคุณว่าเป็นเด็กดี กตัญญบริสุทธิผุดผ่องอย่างไร รวมทั้งสนนราคาค่าสินสอด โดยให้หนุ่มใหญ่ทั้งหลายเลือกสรร ฝ่ายหนุ่มๆ ก็จะเลือก เฮ้ยย...ผมเอาคนนี้ ผมเอาคนนั้น สนุกสนานกันมากครับ นี่คือการเลือก “สะใภ้ส่งออก” ครับ
ชาวไต้หวันที่เป็นทหารก๊กหมินตั๋ง หนีภัยสงครามตามกองทัพเจียงไกเช็คมาที่ไต้หวัน โดยมากที่ยังไม่ได้มีครอบครัวตามมาด้วย เขาจะไม่มีโอกาสหาสาวงามมาเป็นคู่ครอง พออายุมากขึ้น โอกาสแต่งงานก็จะน้อยลงไปด้วย เพราะสาวไต้หวันเขาไม่นิยมคนแก่ที่เป็นทหาร เพราะคิดว่าไม่มีอนาคตดังนั้นพอเวียดนามเปิดประเทศ และเนื่องจากเวียดนามเองก็มีวัฒนธรรมที่คล้ายจีน ในอดีตก็เรียนตำราขงจื้อ ม่งจื้อเหมือนจีนไต้หวัน พงศ์เผ่าเล่ากอก็จีนดีๆ นี่เองครับ อีกทั้งสาวเวียดนามทั้งหน้าตา ผิวพรรณก็กระเดียดไปทางจีน ดั้งนั้นจึงเป็นสวรรค์และทางเลือกสุดท้ายของเหล่าทหารก๊กหมินตั๋งที่จะได้เลือกคู่ครองเลยแหละครับ จึงมีคนเวียดนามที่พูดจีนกลางหรือฮกเกี๋ยนได้ อาศัยช่องว่างหรืออุปสงค์ของตลาดทางนี้ เข้ามาทำหน้าที่ตัวกลาง หรือที่เราชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “พ่อสื่อแม่ชัก” นั่นเอง







