
ซีไอเอ็มบีลุยหุ้นเวียดนาม
ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ลงทุนตรงหุ้นเวียดนาม คัดดาวเด่นตลาดโฮจิมินห์ 15 บริษัท อสังหาฯ ค้าปลีก แบงก์ วัสดุก่อสร้าง ยอดจองล้น
ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ลงทุนตรงหุ้นเวียดนาม คัดดาวเด่นตลาดโฮจิมินห์ 15 บริษัท อสังหาฯ ค้าปลีก แบงก์ วัสดุก่อสร้าง ยอดจองล้น
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ และเป็น บลจ.รายแรกที่มีนโยบายลงทุนตรงในหุ้นเวียดนามประมาณ 15 บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดโฮจิมินห์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% ของพอร์ตลงทุน
สำหรับหุ้นที่ลงทุนเป็นบริษัทที่ อิงการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น กลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ และวัสดุก่อสร้าง ขณะที่เงินลงทุนอีก 30% จะเสริมสภาพคล่องของกองทุนด้วยการลงทุนใน VN30 ETF ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ 30 หลักทรัพย์แรก ซึ่งทีมจัดการลงทุนจะบริหารพอร์ตลงทุนทุกวันตามสภาวการณ์การลงทุนจริงที่เกิดขึ้น
"กองทุนนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก จนต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,500 ล้านบาท" นายวิน กล่าว
นายวิน กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกกองทุนหุ้นเวียดนาม นอกจากเศรษฐกิจเติบโตดีแล้ว ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจหลังจากปี 2558 ได้ยกเลิกข้อจำกัดการถือครองหุ้นของต่างชาติช่วยปลดล็อกให้ชาวต่างชาติสามารถถือครองหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 49% ขณะเดียวกันราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมถึงมีโอกาสที่ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกย้ายไปคำนวณใน MSCI Emerging Market ภายในปี 2563
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหุ้นเวียดนามเป็นตลาดฟอนเทียร์ มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยถึง 75% และสถาบัน 25% ผู้เล่นหลักในตลาดหุ้นเวียดนาม คือ นักลงทุนรายย่อย ส่วนใหญ่เน้นลงทุนระยะสั้น ทำให้ตลาดค่อนข้างผันผวน นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวน ดังนั้นการลงทุนในหุ้นเวียดนามเหมาะสำหรับการถือยาว 3-5 ปี
ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์เวียดนามมี 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดโฮจิมินห์ (HOSE) มี 340 หลักทรัพย์ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 40% ของจีดีพีเวียดนาม และตลาดฮานอย (HNX) มี 379 หลักทรัพย์ มาร์เก็ตแคป 8,390 ล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจากบลูมเบิร์กและ บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ณ วันที่ 5 ก.ย. 2560) โดยทั้งสองตลาดให้ผลตอบแทนนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 1 ม.ค.-5 ก.ย. 2560) 21.1% และ 32% ตามลำดับ n







