
วางแผนซื้อหุ้น (ตอนจบ)
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line : @CsiSocietyเมื่อวานนี้ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึง "แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย" และยังคุยเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจไทยเอง...ดีไหม?" นอกจากนั้นผมก็ทิ้งท้ายด้วยหัวข้อ "การวางแผนลงทุนอย่างไรดี?" และได้คุยเกี่ยวกับหุ้นไปหลายกลุ่มแล้ว วันนี้...ขอคุยต่อเลยนะครับ ดังนี้ครับ
ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตwww.CsiSociety.comAdd Line : @CsiSociety
เมื่อวานนี้ผมได้คุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจถึง "แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย" และยังคุยเกี่ยวกับ "เศรษฐกิจไทยเอง...ดีไหม?" นอกจากนั้นผมก็ทิ้งท้ายด้วยหัวข้อ "การวางแผนลงทุนอย่างไรดี?" และได้คุยเกี่ยวกับหุ้นไปหลายกลุ่มแล้ว วันนี้...ขอคุยต่อเลยนะครับ ดังนี้ครับ
- หุ้นสถาบันการเงิน เกือบจะแน่นอนว่า ทุกครั้งที่เศรษฐกิจดีขึ้น หุ้นกลุ่มธนาคารจะมีราคาเพิ่มขึ้นนำหน้ามาก่อนดัชนีตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มนี้จะเกาะกระแสไปกับเศรษฐกิจอย่างเป็นเงาตามตัว ดังนั้นผมคาดว่า 2-3 ปีนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารแนวโน้มน่าจะดีมาก
นอกจากนั้น การเติบโตของสินเชื่อก็น่าจะถึงจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2559 และเริ่มมีสัญญาณบวกตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ทิศทางการเติบโตของสินเชื่อก็น่าจะดีขึ้นจากโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ขึ้นไปสูงสุดแล้วในไตรมาส 3 และน่าจะมีแนวโน้มลดลงส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรในหุ้นกลุ่มนี้
- หุ้นค้าปลีก ทุกวันนี้การค้าปลีกได้แตกออกมาเป็นหลากหลายรูปแบบ ในอดีตหุ้นของร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทย ได้สร้างปรากฏการณ์ราคาขึ้นเป็น 10-20 เท่ามาแล้ว ครั้งนี้หุ้นค้าปลีกก็คงจะมาอีกเช่นเคย
โดยถ้าใครชอบหุ้นค้าปลีก ผมมีหุ้นที่อยากจะแนะนำสองตัว ตัวแรกเป็นหุ้นของร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่ที่สุด และหุ้นอีกตัวหนึ่งก็เป็นหุ้นของห้างที่จำหน่ายเครื่องตกแต่งบ้านรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ผมยังมีหุ้นค้าปลีกขนาดเล็กที่ผมชอบอีกสองตัว ตัวแรกจะเป็นหุ้นของร้านค้าปลีกที่มีสาขามากมาย และเป็นร้านขายโทรศัพท์มือถือโดยตรง ตัวที่สองเป็นบริษัทที่ขายคอมพิวเตอร์มาก่อน และในปัจจุบันมาขายมือถือด้วย ทั้งสองบริษัทนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสูงจากการเปิดตัวของโทรศัพท์มือถือของ ซัมซุงและแอปเปิ้ลในปีนี้
- หุ้นโรงพยาบาล ผมเองชอบแบ่งกลุ่มโรงพยาบาลออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มไฮเอนด์ จะเป็นโรงพยาบาลที่ให้การรักษาแก่ชาวต่างประเทศเป็นหลัก กลุ่มชนชั้นกลาง จะเป็นโรงพยาบาลที่มิได้อยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เสียทีเดียว และให้บริการแก่คนไทยที่เป็นชนชั้นกลางเป็นหลัก และไม่รับลูกค้าประกันสังคม และกลุ่มสุดท้ายจะเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการลูกค้าประกันสังคมเป็นหลัก
กลุ่มที่สามได้รับผลประโยชน์ไปแล้วจากการขึ้นค่ารักษาของสำนักงานประกันสังคม และโรงพยาบาลที่อยู่ในบริเวณภาคตะวันออกก็น่าจะมีอนาคตที่สดใส จากการตั้งโรงงานที่จะเพิ่มขึ้นในเร็วๆ นี้ กลุ่มไฮเอนด์น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวระดับสูงที่เพิ่มขึ้น ส่วนโรงพยาบาลชนชั้นกลางนั้น ในเวลานี้มีการขยายงานขึ้นอย่างมาก ซึ่งสาเหตุน่าจะเป็นเพราะชนชั้นกลางมักจะไม่ค่อยชอบโรงพยาบาลที่รับประกันสังคม สรุปโดยรวมแล้ว หุ้นโรงพยาบาลยังน่าจะดีอยู่ แต่คงต้องอดทนลงทุนระยะยาว
- หุ้นบริษัทเดินเรือ จากที่คุยกันแล้วว่า ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ตอนนี้ทะลุ 1,400 จุดไปแล้ว ด้วยดัชนีตอนนี้หุ้นกลุ่มเดินเรือทั้งกลุ่มถือได้ว่าอานิสงส์ไปเต็มๆ บางบริษัททำธุรกิจเดินเรืออย่างเดียว บางบริษัททำธุรกิจอย่างอื่นด้วย คุณผู้อ่านจึงควรดูรายละเอียดและสุขภาพการเงินของหุ้นแต่ละตัวให้ดีด้วยนะครับ
- หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พบว่าการขยายตัวในครึ่งปีแรกของปีนี้เทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2559 ออกมาติดลบ แต่นั่นอาจจะเป็นเหตุผลมาจากในปี 2559 ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองซึ่ง สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2559
ในครึ่งหลังของปีนี้กำไรของบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงน่าจะออกมาดีกว่าครึ่งแรกของปีเป็นอย่างมาก โดยหุ้นในกลุ่มนี้ที่น่าจะมีราคาหุ้นออกมาโดดเด่นกว่าเพื่อนๆ ควรจะเป็นหุ้นของบริษัทที่เน้นการพัฒนาคอนโดเป็นหลัก
- หุ้นอีอีซี อีกไม่กี่วันนับจากนี้ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor- EEC) จะผ่านสภาอย่างแน่นอน นั่นแปลว่า รัฐบาลคงจะต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จในเร็ววัน ดังนั้นบรรดาหุ้นอีอีซีทั้งหลาย คุณผู้อ่านจึงควรจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นจากหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มก่อสร้าง หุ้นกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ฯลฯ
ทั้งนี้ อานิสงส์ของหุ้นแต่ละกลุ่มจะเกิดขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน โดยหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมน่าจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะได้รับผลประโยชน์ก่อนเพื่อน
- หุ้นเทิร์นอะราวด์ หรือหุ้นที่ขาดทุนมาหลายปีหรือผลดำเนินการอยู่ในช่วงตกต่ำของบริษัท และมีโอกาสอย่างสูงที่จะพลิกกลับมามีกำไร ปกติหุ้นประเภทนี้ราคาจะฟื้นตัวอย่างแรง และสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้ผมเจอหุ้นประเภทนี้อยู่ด้วยกัน 3 ตัว
หุ้นตัวแรก เป็นหุ้นค้าปลีกที่ใช้การขายตรงมาเป็นกลยุทธ์ ก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องระบบการเงิน และการชะลอตัวของลูกค้าในระดับล่าง หลังจากมีการขายบริษัทไปให้อีกบริษัทหนึ่ง หุ้นตัวนี้จึงกลับมาผงาดใหม่ โดยมีการขายโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้น และยังคงขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอื่นๆ เหมือนเดิม นอกจากนั้นยังจะมีการออกสินเชื่อประเภทกู้ด้วยการจำนำรถ หุ้นตัวนี้ในอนาคต น่าจะมาแรงเรื่องสินเชื่อไม่แพ้การขายสินค้าเลยทีเดียว
หุ้นตัวที่สอง เป็นหุ้นบริษัทเหล็ก แต่ไปทำธุรกิจพลังงานทดแทนที่ญี่ปุ่นจนประสบความสำเร็จ และจะขายเข้ากองทุนฯ ทำให้จะได้รับเงินก้อนโตเข้ามา โครงการพลังงานทางเลือกยังจะทำที่ญี่ปุ่นต่อไป จึงน่าจะเติบโตได้ดี
หุ้นตัวที่สาม เป็นบริษัทให้เช่าและจำหน่ายรถเครน ราคาหุ้นทุกวันนี้ยังต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีเสียอีก บริษัทได้เตรียมตัวซื้อรถเครนและ อุปกรณ์อื่นๆ ไว้รอการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคครั้งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยไว้แล้ว ดังนั้นรายได้และผลกำไรจึงน่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจตกแต่งสถานีรถไฟฟ้าอีกด้วย จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ผลประกอบการของบริษัทสามารถพลิกมามีกำไรจำนวนมากได้
และทั้งหมดนี้คือบทความ "วางแผนซื้อหุ้น" ทั้งสองตอนนะครับ ผมเองมีความรู้สึกว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยครั้งนี้มีพลังงานสูงมาก และพร้อมจะปลดปล่อยออกมาเพื่อถีบตัวมันเองให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ความรู้สึกลึกๆ คิดว่า ดัชนีหุ้นไทยครั้งนี้น่าจะทำลายประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสนี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในโอกาสที่ดีที่สุดที่คุณผู้อ่านมือใหม่ทุกท่าน...จะเริ่มต้นลงทุนได้แล้ว
ขอให้โชคดีในการลงทุนนะครับ n







