posttoday
25 ปีแห่งการพลัดถิ่น

25 ปีแห่งการพลัดถิ่น

28 กันยายน 2560

ซาเดก อาลี ฮัสซัน คือครูในมาเลเซียที่เป็นชาวโรฮีนจาโดยกำเนิด นับเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้วที่เขาใช้ชีวิตนอกบ้านเกิดเมืองนอน ผมเจอเขาที่มาดราสซาห์ หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามขนาดเล็กที่เขาตั้งขึ้นในเมืองอัมปัง รัฐสลังงอร์

ซาเดก อาลี ฮัสซัน คือครูในมาเลเซียที่เป็นชาวโรฮีนจาโดยกำเนิด นับเป็นเวลากว่า 25 ปีแล้วที่เขาใช้ชีวิตนอกบ้านเกิดเมืองนอน ผมเจอเขาที่มาดราสซาห์ หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามขนาดเล็กที่เขาตั้งขึ้นในเมืองอัมปัง รัฐสลังงอร์

ตอนแรกเขาไม่เต็มใจเล่าเรื่องอดีตมากนัก แต่เมื่อพูดคุยไประยะหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับหมู่บ้าน ตอง พโย เลต ยาร์ ในรัฐยะไข่ เมียนมา ใกล้กับบังกลาเทศ ก็ไหลทะลักออกมา

"ครอบครัวผมให้คนเช่าที่ดิน แค่พ่อผมคนเดียวก็มีที่กว่า 16 เอเคอร์แล้ว เราปลูกพืชหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นข้าว พริก กะหล่ำปลี มันฝรั่ง ยาสูบ แต่ที่ขายได้กำไรที่สุดคือใบพลูและถั่ว เราปลูกผลไม้และเลี้ยงปลาด้วย" ซาเดก เริ่มเล่า

"ตอนนั้นผมมีชีวิตที่ดีเลย ผมได้ไปโรงเรียนและกลับมาเล่นกับเพื่อนๆ ตอนเย็น ผมชอบโรงเรียน พวกเราได้เรียนทั้งภาษาเมียนมาและภาษาอังกฤษ ทุกๆ เช้าเราจะไปมัสยิดเพื่อเรียนศาสนากัน ผมชอบภาษาอังกฤษมากที่สุด" ครูชาวโรฮีนจาวัย 44 ปี กล่าว

ทว่า ชีวิตอันสุขสมบูรณ์คงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อการชุมนุมเดินขบวนสนับสนุนประชาธิปไตยเกิดขึ้นทั่ว เมียนมาในปี 1988 ชาวยะไข่จำนวนหนึ่งเข้าร่วมการประท้วงด้วย และภายในปีเดียว กองกำลังความมั่นคงปรากฏตัวในหมู่บ้านของซาเดก แล้วเริ่มกวาดต้อนคนท้องถิ่นไปใช้แรงงาน

"ผมเป็นผู้นำกลุ่มนักศึกษาและนักเคลื่อนไหว เลยถูกจับตัวเป็นประจำ การลงโทษแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เรียกว่า 'มอเตอร์ไบค์' คุณต้องทำท่าเหมือนกำลังขี่มอเตอร์ไซค์พร้อมยืดแขนออกนาน 2-3 ชั่วโมง และทำเสียงเครื่องยนต์ไปด้วย ผมจะถูกเตะถ้ายืนขึ้น ถูกตบถ้าหยุดทำเสียง และถูกหยิกถ้าเอาแขนลง" ซาเดก เล่า

เหตุกองกำลังความมั่นคงเปิดฉากยิงชาวบ้าน ทำให้ในที่สุดซาเดกต้องตัดสินใจหนีในวันเกิดของตัวเองเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 1992 หลังเก็บรวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่งจากการขายสินค้าเกษตร ซาเดกข้ามพรมแดนไปยังบังกลาเทศพร้อมเพื่อนอีก 7 คน

"ผมกลัวมาก แต่ผมรู้สึกว่ากำลังจะมีชีวิตใหม่ ตอนนั้นเราเป็นโรฮีนจา กลุ่มแรกๆ ที่ย้ายมาอยู่บังกลาเทศ หลังจากผมไปแล้ว กองกำลังความมั่นคงมาตามหาตัวพ่อผม ขังเขาไว้ 1 สัปดาห์ และบีบให้เขาต้องเอาสินบนเล็กๆ น้อยๆ อย่างไก่หรือเหล้าไปให้ จนในที่สุดพ่อผมก็ตัดสินใจหนีออกจากหมู่บ้าน" ซาเดก กล่าว

ตลอดหลายปีของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซาเดกเขียนบันทึกชีวิตของชาวโรฮีนจาและการเดินทางไปมาระหว่างบังกลาเทศ อินเดีย และไทยเอาไว้ เมื่อเขามายังมาเลเซียในปี 2006 ซาเดกตั้งโรงเรียนเล็กๆ เพื่อสอนหนังสือเด็ก 103 คน โดยขณะนี้มีชาวโรฮีนจาในเมืองอัมปังกว่า 5,000 คน และเด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา

แม้ซาเดกจะรู้สึกขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียซึ่งให้ที่พักพิง แต่เขาก็รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในคุก เพราะไม่สามารถออกไปไหนได้อย่างอิสระ และไม่รู้ว่าจะต้องมีชีวิตเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร ซาเดกยังคงหวังว่าจะได้กลับไปบ้านเกิด แต่ไม่รู้เลยว่าจะเป็นเมื่อไร

ขณะเดียวกัน การทำโรงเรียนย่อมมีค่าใช้จ่าย โดยค่าเช่าที่ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่ที่ 8,000 ริงกิต/เดือน แต่ซาเดกมีรายได้เพียง 4,000 ริงกิต/เดือน จนกระทั่งบางครั้งไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้ครูในโรงเรียนได้ แม้โรงเรียนจะได้รับเงินบริจาค แต่เงินดังกล่าวก็ไม่ยั่งยืน

ผมจึงถามว่า ทำไมซาเดกยังตัดสินใจทำโรงเรียน

"ถ้าผมไม่ให้การศึกษากับเด็กๆ พวกเขาก็จะไม่มีอะไรเลย เราต้องมีความฝันในการกลับไปบ้านเกิด ผมแค่อยากมอบแสงแห่งความหวังให้พวกเขา เพื่อที่ว่าอย่างน้อยพวกเขาจะสามารถเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองได้ ผมยังอยากให้พวกเขาเข้าใจหลักการของศาสนาอิสลามด้วย แล้วถ้าผมไม่ตัดสินใจทำแบบนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ผมจะต้องเผชิญกับคำถามในใจว่า ผมได้ทำอะไรเพื่อมนุษยชาติบ้าง" ซาเดกเล่าความตั้งใจให้ผมฟัง

บทสนทนาของเราหยุดลง เมื่อเด็กๆ เข้ามาในห้อง แล้วดึงเสื้อเรียกความสนใจจากซาเดก ในสถานที่อันห่างไกลจากรัฐยะไข่ 2,000 กิโลเมตร โรงเรียนแห่งนี้อาจเป็นเพียงพื้นที่ไม่กี่แห่งในโลกที่เด็กๆ ชาวโรฮีนจายังสามารถทำตัวเหมือนเด็กๆ ทั่วไปได้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท