
บรรทัดฐานใหม่
กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 5 ปี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เนื่องจากได้ละเว้นปล่อยให้มีการดำเนินการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีโดยทุจริต
กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 5 ปี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เนื่องจากได้ละเว้นปล่อยให้มีการดำเนินการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจีโดยทุจริต
ทั้งนี้ คำพิพากษาได้ระบุชัดว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ สั่งให้ตรวจสอบจริงจัง ตั้งแต่ที่ฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงการตั้งกระทู้ถามในสภา ย่อมระงับความเสียหายได้ แต่จำเลยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและอำนาจที่มีในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถสั่งการได้ทุกกระทรวง ทบวง กรม ระงับยับยั้งแก้ไขปัญหาทุจริต แต่กลับละเว้นปล่อยให้ดำเนินการต่อไป กระทั่งเอื้อให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ขณะนั้น กับพวก แสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินโดยตรง ถือเป็นการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่
คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่นักการเมืองต้องพึงระวังไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือผู้บริหารในระดับสูง จะเกียร์ว่าง ปล่อยให้เกิดการทุจริตในนโยบาย หรือโครงการต่างๆ ไม่ได้อีก เพราะมีสิทธิติดคุกหัวโตฐานปล่อยปละละเลย ละเว้นให้มีการทุจริต ผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมักมอบนโยบายให้รัฐมนตรีคนใกล้ชิดไปกำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินตามกระทรวงต่างๆ โดยที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้เป็นสิทธิขาดของรัฐมนตรี และเมื่อมีข้อครหาว่ามีเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีมักจะออกมาอุ้ม หรือการันตีความบริสุทธิ์ให้กับรัฐมนตรีเสมอ ซึ่งทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายการเมืองและนักการเมืองตลอดมา
ปัจจัยที่นายกรัฐมนตรีไม่กล้าจัดการกับรัฐมนตรีที่มีข้อครหาด่างพร้อยนั้น ไม่ใช่เพราะร่วมทุจริตด้วยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกรงจะทำให้ ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเสียหาย อีกทั้งไม่อยากมีการปรับคณะรัฐมนตรีกลางคัน เพราะหวั่นจะเกิดการแย่งชิงตำแหน่งกันในพรรค จึงได้ใช้เครื่องมือ กลไกต่างๆ ช่วยกันฟอกขาว จนผู้ถูกกล่าวหายังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ต่อไป
ยิ่งเป็นรัฐบาลผสมแล้ว นายกรัฐมนตรีไม่กล้าที่จะไปตรวจสอบรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยเกรงจะทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพจนอาจทำรัฐบาลล้มได้ จึงได้หลับหูหลับตาปล่อยให้นักการเมืองบางรายสร้างฐานะร่ำรวยกันมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น คำพิพากษาฎีกาดังกล่าวย่อมทำให้เกิดผลดีในด้านการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยที่นายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องไม่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำเภอใจ โดยที่ตัวเองลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไม่ได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกันยังทำให้ระบบการตรวจสอบในรัฐสภามีความเข้มข้นน่าเชื่อมากยิ่งขึ้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือตั้งกระทู้ถามของสมาชิก นายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบด้วย จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. หรือกลไกขององค์กรอิสระ ราชการ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไม่เช่นนั้นโอกาสติดคุกแบบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ย่อมมีสูง n







