posttoday
10ปีมะกันฟื้นไม่สุด รวยกระจุก จนกระจาย

10ปีมะกันฟื้นไม่สุด รวยกระจุก จนกระจาย

28 กันยายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธนับเป็นเวลาเกือบสิบปีเต็มแล้วที่สหรัฐเผชิญกับวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในฝั่งสหรัฐ นับตั้งแต่ เกรท ดีเพรสชั่น ในปี 1929-1939

นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับเป็นเวลาเกือบสิบปีเต็มแล้วที่สหรัฐเผชิญกับวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในฝั่งสหรัฐ นับตั้งแต่ เกรท ดีเพรสชั่น ในปี 1929-1939

จากจุดต่ำสุดที่อัตราการว่างงานในสหรัฐสูงถึง 10% เมื่อเดือน ต.ค. 2009 ท่ามกลางอัตราการฆ่าตัวตายกว่า 1 หมื่นราย ในสหรัฐ แคนาดา และยุโรป ระหว่างปี 2008-2010 ซึ่งการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เชื่อว่าเกี่ยวโยงกับพิษเศรษฐกิจ มาในวันนี้อัตราการว่างงานสหรัฐลดลงอยู่ที่ราว 4.5% เท่านั้น ขณะที่จีดีพีสหรัฐกลับมาขยายตัวได้ถึง 3% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จากที่เคยติดลบไป -2.8% ในปี 2009

ทว่า สิ่งที่สำคัญกว่าภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค ก็คือการฟื้นตัวของภาคครัวเรือน

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เปิดเผยผลสำรวจการเงินผู้บริโภคอเมริกันครั้งล่าสุด ซึ่งจัดทำขึ้นทุกๆ 3 ปี ว่าในระหว่างปี 2013-2016 ที่ผ่านมา ครัวเรือนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีรายได้และความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาอย่างมากเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจ เกรท ดีเพรสชั่น ในยุค 30s

ผลสำรวจครัวเรือนอเมริกันทั่วประเทศ โดยหักลบอัตราเงินเฟ้อแล้ว พบว่าค่ากลางรายได้ของครัวเรือนอเมริกันเติบโต 10% ไปอยู่ที่ 5.27 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นทิศทางบวกจากที่เคยอยู่ในอัตราลดลงในรายงานการสำรวจครั้งก่อน รายได้ที่เติบโตขึ้นนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจในภาพรวมที่ฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงอัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ราว 5% จาก 7.5% ของผลสำรวจครั้งก่อน

ขณะที่ค่ากลางของสินทรัพย์ครัวเรือนอเมริกันยังเพิ่มขึ้นจากการสำรวจงวดก่อนถึง 16% อยู่ที่ราว 9.73 หมื่นดอลลาร์ โดยชนชั้นกลางอเมริกันได้อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 6.5% ระหว่างต้นปี 2013-2016 หรือสูงแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อไปมาก โดยราคาที่อยู่อาศัยในสหรัฐนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2012

เท่ากับว่าหากเทียบกับสถานการณ์ช่วงวิกฤตซับไพรม์ ปี 2008 สถานการณ์ของผู้บริโภคชาวอเมริกันนับว่าทยอยปรับตัวดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะมองจากภาคครัวเรือนรายย่อยหรือในระดับเศรษฐกิจมหภาค

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวที่ว่านี้ก็ยังแฝงไปด้วยอีกปัญหาใหญ่ที่มาควบคู่กัน เมื่อคนรวยโดยเฉพาะกลุ่มคนรวยระดับยอดพีระมิด 1% ในประเทศ ฟื้นตัวดีขึ้นมากกว่า รวยขึ้นมากกว่า และถือครองความมั่งคั่งในประเทศได้มากกว่าเดิม

กลุ่มคนรวย 1% ที่ว่านี้ กุมความมั่งคั่งในสหรัฐ 38.6% ในปี 2016 ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นจาก 36.3% เมื่อปี 2013 ในขณะที่ครัวเรือนฐานพีระมิดช่วง 90% ส่วนล่างถือครองความมั่งคั่งอยู่ที่ 22.8% หรือลดลงจาก 3 ปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 33.2%

"ช่องว่างความไม่เท่าเทียม" ที่เห็นนี้ จึงเป็นความกังวลที่แฝงตัวอยู่ในการฟื้นตัวของสหรัฐตลอด 10 ปีมานี้ และเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนว่า "ข่าวดี" ในเชิงภาพรวมใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีดีพีที่ฟื้นตัวดี หรือตลาดหุ้นสหรัฐที่ทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่เป็นว่าเล่นตลอดทั้งปีนี้ อาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับชาวอเมริกันทุกคนหรือคนส่วนใหญ่

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันความมั่งคั่งของครัวเรือนอเมริกันในภาพรวม ก็คือมูลค่าหุ้นที่เติบโตถึงราว 9%

ผลสำรวจระบุว่า ชาวอเมริกันที่ลงทุนในหุ้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 23.4% จากปี 2013-2016 หรือเพิ่มขึ้น 18.2% จากผลสำรวจงวดก่อนหน้าในช่วง 3 ปีก่อน

ทว่า จากผลสำรวจของเฟดระบุว่า ในปี 2016 มีครัวเรือนอเมริกันเกินครึ่งมาแค่เล็กน้อย หรือ 52% เท่านั้นที่มีการลงทุนในหุ้น โดยเป็นสัดส่วนเกินครึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความน่ากังวล ก็คือ มีครัวเรือนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการปันส่วนเงินออมแยกออกมาเล่นหุ้นโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ที่พบคือเงินในส่วนของการเกษียณหรือเงินบำนาญมากกว่า และถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่ดี

ในบรรดาครัวเรือนโดยเฉลี่ยที่เล่นหุ้นนั้น มีพอร์ตอยู่ที่เฉลี่ย 4 หมื่นดอลลาร์ ในปี 2016 ซึ่งห่างกันเกือบ 10 เท่า เมื่อเทียบกับพอร์ตเฉลี่ยของกลุ่มผู้มีรายได้ 10% ในชั้นบนของพีระมิดซึ่งอยู่ที่เกือบ 3.65 แสนดอลลาร์

แม้แต่เฟดซึ่งเป็นผู้จัดทำผลสำรวจเอง ก็ยังยอมรับในรายงานดังกล่าวว่า การกระจายรายได้ในสหรัฐนั้นมีช่องว่างกว้างมากยิ่งขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้

ลาเอล เบรนาร์ด กรรมการเฟด ได้สะท้อนมุมมองความกังวลต่อปัญหาช่องว่างคนจนคนรวยในอเมริกา ว่า ปัญหาช่องว่างดังกล่าวนั้นอาจส่งผล กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในภาพรวม ในแง่การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อาจชะลอตัวลง เนื่องจากคนรวยมักจะออมเงินมากกว่าเมื่อเทียบกับชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยกว่า

ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะชนชั้นกลางลงมานั้นจำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันมากกว่าการออมเงิน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่เรียกได้ว่าเดือนชนเดือนหรืออาจจะวันชนวัน

นิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของรายได้ครัวเรือนนั้น อาจยิ่งแย่ลงไปอีกหากมีการผ่านมาตรการลดภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมา ซึ่งจะมีการลดภาษีนิติบุคคลลงมาจากเพดานสูงสุด 35% หรือ 20% รวมถึงลดภาษีธุรกิจบางประเภท และยกเว้นภาษีที่ดินด้วย

ภาวะ "รวยกระจุก-จนกระจาย" จึงกลายเป็นความเหลื่อมล้ำจากผลพวงมาตรการกู้เศรษฐกิจตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของสหรัฐ ที่ภาครัฐต้องตามปรับสมดุลตามมา เพื่อไม่ให้นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกหลังจากนี้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท