
สิทธิประโยชน์สำหรับธุรกิจ Start-up ในสิงคโปร์
รวินันท์ ภู่วัฒนกุลนิติกร สำนักกฎหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนคือ "นวัตกรรม" ซึ่งในปัจจุบัน นวัตกรรมใหม่ๆ มักถูกนำออกมาสู่ตลาดโดยธุรกิจ Start-up ดังนั้นการส่งเสริมให้ Start-up ประสบความสำเร็จจึงเป็นการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปในตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจ 4.0
รวินันท์ ภู่วัฒนกุลนิติกร สำนักกฎหมายสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนคือ "นวัตกรรม" ซึ่งในปัจจุบัน นวัตกรรมใหม่ๆ มักถูกนำออกมาสู่ตลาดโดยธุรกิจ Start-up ดังนั้นการส่งเสริมให้ Start-up ประสบความสำเร็จจึงเป็นการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปในตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจ 4.0
ประเทศสิงคโปร์นับว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับธุรกิจ Start-up อย่างยิ่ง โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้มีความคิดริเริ่มในการออกนโยบายหลายประการที่เอื้ออำนวยต้องการเจริญเติบโตของธุรกิจ Start-up โดยอาจแบ่งออกคร่าวๆ ได้เป็น 2 ประเภท คือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี ดังนี้
1.สิทธิประโยชน์ทางภาษี
มี Tax incentives หลายประการที่ Start-up อาจได้รับประโยชน์หาก Start-up มีลักษณะตรงกับเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นๆ เช่น เป็นธุรกิจ SMEs เป็นต้น อย่างไรก็ดี ก็ได้มีนโยบายยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจ Start-up โดยเฉพาะ โดยธุรกิจนั้นจะต้องเข้าเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ดำเนินธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ เป็น Tax resident ของประเทศสิงคโปร์ มี Shareholder ไม่เกิน 20 คน และมี Shareholder อย่างน้อย 1 คนที่มีถือหุ้นเกิน 10% ฯลฯ ซึ่งหาก Start-ups ใดเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ก็จะเสีย Corporate tax ในอัตราดังนี้ (อัตราปกติของ Corporate tax ในประเทศสิงคโปร์ ณ ปัจจุบัน คือ 17%)
3 ปีแรกนับแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ จะเสียภาษีในอัตรา 0% สำหรับ Taxable income 100,000 $ แรก, 8.5% สำหรับ Taxable income 200,000 $ ถัดมา Taxable income 300,000 $ ขึ้นไป เสียในอัตราปกติ (17%)
ตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไป ธุรกิจ Start-up อาจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากนโยบายทางภาษี อีกนโยบาย คือ Partial Tax Exemption for companies (PTE) ซึ่งจะเสียในอัตรา 4.25% สำหรับ Taxable income 10,000 $ แรก, 8.5% สำหรับ Taxable income 290,000 $ ถัดมา Taxable income 300,000 $ ขึ้นไป เสียในอัตราปกติ (17%)
2.สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี
Equity Financing Schemes : ปกติแล้ว Equity financing คือ การที่ผู้ลงทุนให้เงินทุนแก่ธุรกิจต่างๆ โดยแลกกับการได้เข้ามาถือหุ้นเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ ซึ่งจะเหมาะกับการพัฒนาธุรกิจ Start-up ในระยะเริ่มต้นเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ภาคเอกชนได้มีผู้ลงทุนที่ให้เงินทุนแก่ธุรกิจ Start-up ในลักษณะนี้อยู่แล้ว และรัฐบาลสิงคโปร์ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้เงินทุนนี้กับภาคเอกชนดังกล่าว ผ่านหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง เช่น SPRING (หน่วยงานของรัฐภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม) เป็นต้น โดยรัฐจะเลือกลงทุนใน Start-up ที่เห็นว่ามีศักยภาพเป็นที่พึงพอใจตามเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน
Cash Grants : การจะได้รับเงินช่วยเหลือนั้นเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขหลายประการตามที่แต่ละกองทุนของรัฐกำหนด อันจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้นๆ ซึ่งโดยมากจะให้กับการทำ R&D ของธุรกิจ Start-up โดยทั่วไปแล้วการให้เงินช่วยเหลือจะครอบคลุมถึงความต้องการทางการเงินเท่านั้น แต่เจ้าของ Start-up จะต้องดูแลในส่วนของความต้องการในทุนและด้านอื่นๆ เอง
Business Incubation Scheme : สิ่งนี้คือนโยบายที่เป็นโปรแกรมการสร้างที่ชุบตัวของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของผู้ประกอบการ Start-up ซึ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเพียงแค่ทางด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังให้คำแนะนำและ know-how ต่างๆ ในการพัฒนา Start-up นั้น โดย Incubator ยังได้จัดพื้นที่ให้สำหรับธุรกิจ Start-up เพื่อที่จะได้ดำเนินธุรกิจที่สามารถเข้าถึงการบริการที่ราคาต่ำ พร้อมๆ กับการให้คำแนะนำในการทำธุรกิจ และการช่วยเหลือทางการเงินในระยะเริ่มต้นของการทำ Start-up โดยสิงคโปร์ได้จัดให้หลายหน่วยงานทำหน้าที่ดูแล Incubator เช่น National Research Foundation (NRF) ที่คัดเลือก Technology incubator 15 แห่ง เพื่อมาเป็น Mentor ให้กับ Start up ที่เริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง โดย NRF จะให้เงินสนับสนุนมากถึง 85% ให้แก่ Start-up ต่างๆ โดยให้วงเงินสูงสุดถึง 500,000 $ และ Incubator จะต้อง Subsidy อีก 15% ที่เหลือ โดย NRF กับ Incubator จะแบ่งสัดส่วนการได้หุ้นมาตามสัดส่วนของการลงทุน เป็นต้น
Debt-Financing Schemes : เป็นการให้กู้เงินจากรัฐบาล ซึ่งเป็นการช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์กับเจ้าของ Start-up ที่ไม่ต้องการแบ่งหุ้น/ส่วนแบ่งกำไรให้กับผู้ให้เงินทุน ขอเสียคือผู้กู้จะต้องจ่ายเงินคืนไม่ว่าธุรกิจ Start-up นั้นจะสามารถทำกำไรได้หรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การให้เงินกู้ส่วนมากนั้นเป็น loan ที่รัฐตั้งขึ้นให้แก่ SMEs อยู่แล้ว ไม่ได้ตั้งให้ Start-up โดยเฉพาะ ดังนั้น Start-up ดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติเป็น SMEs ด้วย จึงจะใช้ประโยชน์จากการกู้ยืมเงินเหล่านี้ได้
นอกจากการสนับสนุนจากภาครัฐที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ยังมีนักลงทุนในภาคเอกชนของสิงคโปร์จำนวนมากที่ให้ความสนใจในการให้ลงทุนร่วมกับธุรกิจ Start-up เมื่อรวมกับนโยบายการให้สิทธิประโยชน์จากภาครัฐแล้ว จึงทำให้ประเทศสิงคโปร์กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับการดำเนินธุรกิจ Start-up ที่สุดในโลก ซึ่งประเทศสิงคโปร์ถูกจัดให้เป็นอันดับ 1 ในด้านพรสวรรค์และอันดับ 12 ในด้านสภาพแวดล้อมโดยรวมในการจัดลำดับประเทศที่มีศักยภาพดีที่สุดในการพัฒนา Start-up โดย The Global Startup Ecosystem Report and Ranking ปี 2017 n







