
วรรณทริกเกอร์2ปิดไอพีโอ309ล.
กองทุน ONE-TRIGGER2 ขายครั้งแรกยอดแน่น 309.89 ล้านบาท บลจ.วรรณมั่นใจหุ้นไทยไปต่อ โอกาสเข้าเป้า 12%
กองทุน ONE-TRIGGER2 ขายครั้งแรกยอดแน่น 309.89 ล้านบาท บลจ.วรรณมั่นใจหุ้นไทยไปต่อ โอกาสเข้าเป้า 12%
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า บลจ. วรรณ ปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนเปิด วรรณ อิควิตี้ 12% ทริกเกอร์ ฟันด์ (ONE-TRIGGER2) ด้วยยอดจองซื้อ 309.89 ล้านบาท โดยจดทะเบียนกองทรัพย์สินในวันที่ 23 ก.ย. 53 และเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งต่อไปในวันที่ 24 ก.ย. 53
กองทุนเปิด วรรณ อิควิตี้ 12% ทริกเกอร์ ฟันด์ เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนนี้มีลักษณะพิเศษ คือเมื่อครบกำหนดอายุประมาณ 1 ปี 1 เดือน หรือเมื่อกองทุนมีมูลคาหนวยลงทุนตั้งแต 11.20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 12% ของมูลค่าหน่วยลงทุนที่เสนอขายครั้งแรก เปนเวลา 3 วันทําการติดตอกัน
บริษัทจัดการจะดําเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย โดยจะนำเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ ไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเปดวรรณเดลี่ ภายใน 5 วันทำการ ซึ่งกองทุนเปิดวรรณเดลี่เป็นกองทุนตลาดเงินของบลจ.วรรณ ที่มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล โครงสร้างของกองทุนดังกล่าวทำให้นักลงทุนไม่เพียงแต่ได้รับผลตอบแทนจากกองทุนหุ้น แต่ยังสามารถได้รับผลตอบแทนต่อเนื่องจากกองทุนตลาดเงินต่อไปได้อีก ในกรณีที่นักลงทุนต้องการเงินสดก็สามารถทำรายการขายคืนจากกองทุนวรรณเดลี่ได้โดยจะได้เงินในวันทำการวันถัดไป (T+1)
นายมนรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง IPO มีนักลงทุนสอบถามถึงความมั่นใจในการลงทุน ณ ดัชนีฯ ที่เกินกว่า 900 จุด ว่ามีความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับเป็นขาลงหรือไม่ และกลยุทธ์จะแตกต่างจากกองทุนเปิด TRIGGER ที่สร้างผลตอบแทน 20% ในเวลา 5 เดือน หรือไม่
"สำหรับความมั่นใจต่อตลาดหุ้นนั้น ค่อนข้างใกล้เคียงกับตอนออกกองทุนเปิด TRIGGER ที่ดัชนีฯ ระดับ 700 เมื่อต้นปี เรามองเห็นถึงโอกาสที่จะปรับขึ้นข้างหน้าที่ชัดเจน เป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ส่งสัญญาณพื้นตัวตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าจะเสียศูนย์ไปบ้างในช่วงไตรมาส 2 แต่ ณ ปัจจุบัน เราเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ผลักดันโครงการการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลัก รวมถึงการลงทุนจากภาคเอกชนที่ต้องการขยายการผลิต เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตของประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเลคทรอนิกส์ และปิโตรเคมี"นายมนรัฐ กล่าว
นอกจากนี้ ตัวเลขสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์โดยรวมก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทก็สนับสนุนถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ นอกจากนี้ จากการที่ผู้จัดการกองทุนได้ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้บริหารนั้น ค่อนข้างมั่นใจกับการเติบโตของผลกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีมากในช่วงกลางปี ทำให้กองทุนหุ้น Flagship ของบลจ.วรรณ ทั้งกองทุนเปิด ONE G และกองทุนเปิด ONE +1 ได้สร้างผลตอบแทนที่น่าประทับใจในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารจัดพอร์ตนั้น การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต หรือ Stock Selection ยังคงเป็นปัจจัยหลัก การใช้คำว่า “Bottom UP” นั้น ไม่ใช่แค่เพียงเลือกหุ้นที่ดี แต่หมายรวมถึงการวางน้ำหนักให้เหมาะสมด้วย ดังนั้น น้ำหนักของหุ้นที่บริษัทวางไว้สะท้อนถึงความมั่นใจต่อหุ้นที่บริษัทเลือก และในกองทุนเปิด TRIGGER 2 เราจะใช้กลยุทธ์ “Top Down” เข้ามาด้วย โดยมองหุ้นจากภาพเศรษฐกิจเป็นหลักลงมาถึงหุ้นรายตัว โดยให้ความสำคัญกับหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์เชิงบวกจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจาก เชื่อในเศรษฐกิจไทยจะยังดีต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของ กลุ่มยุโรปและอเมริกาอยู่ในช่วงชะลอตัว
ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเงินทุนไหลเข้าในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย นอกจากนี้ ตลาดในช่วงปลายปีนี้ โดยมองว่าจะผลักดันมาจากเงินทุนต่างชาติ เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน ต่างชาติยังมีน้ำหนักการลงทุนในตลาดไทยเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 2006 แม้เราจะเห็นว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ติดต่อกันหลายวัน แต่ก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ TIPs (Thailand, Indonesia และ Philippines) ซึ่งเรามองว่าปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทย ไม่ได้ด้อยไปกว่า อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ดังนั้น เราคาดการณ์ถึงเงินทุนไหลเข้าแบบมีนัยยะ ในช่วงไตรมาส 4







