
มะกันลุยเกมการค้า เดินหน้าไล่บี้จีน
นันทิยา วรเพชรายุทธการออกโรงกดดันประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ นับเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มทำมาตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งใหม่ๆ จนเริ่มเห็นอัตราการขาดดุลการค้าลดลงอย่างช้าๆ กับบางประเทศ และแทบไม่มีกรณีการกดค่าเงินเพื่อหนุนการส่งออกมาเป็นประเด็นให้สหรัฐโจมตีได้อีกในปีนี้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
การออกโรงกดดันประเทศคู่ค้าทั่วโลกที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ นับเป็นภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มทำมาตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งใหม่ๆ จนเริ่มเห็นอัตราการขาดดุลการค้าลดลงอย่างช้าๆ กับบางประเทศ และแทบไม่มีกรณีการกดค่าเงินเพื่อหนุนการส่งออกมาเป็นประเด็นให้สหรัฐโจมตีได้อีกในปีนี้
อย่างไรก็ดี ลำพังเพียงการกดดันทั้งทางอ้อมและทางตรง อาจยังไม่เพียงพอต่อการพลิกฟื้นการขาดดุลการค้าของสหรัฐ
จากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาพบว่า การขาดดุลการค้าของสหรัฐกลับมาขยายตัวขึ้นอีกครั้ง โดยเพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วไปอยู่ที่ 2.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักที่สุดในรอบกว่า 8 ปี อยู่ที่ 1.231 แสนล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
และหากรวมกับปัจจัยที่ว่า รัฐบาลทรัมป์ยังไม่สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ ออกมาได้ตามแผนที่วางไว้ได้แม้แต่เรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี และเฮลท์แคร์ ก็อาจทำให้ "ตีความ" ได้ว่า ทรัมป์ไม่เหลือทางเลือกอีกมากนักสำหรับการผลักดันเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดยไม่ต้องผ่านการงัดข้อทางการเมืองในสภาคองเกรส ซึ่งจะทำให้ "การค้าโลก" หลังจากนี้ อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้นอีก
การเดินทางเยือน "จีน" ในสัปดาห์นี้ของ "วิลเบอร์ รอสส์" รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นการเดินหน้าไล่บี้การค้ากับจีนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ก่อนหน้านี้ สหรัฐสามารถกดดันจีนให้ร่วมมือทำยุทธศาสตร์แผน 100 วัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐที่มีต่อจีนได้ บนพื้นฐานของการขาดดุลมหาศาลถึงราว 3.47 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2016 ที่ผ่านมา
ทว่าหลังจากนั้นมา ภาคเอกชนสหรัฐซึ่งนำโดยสภาธุรกิจสหรัฐ-จีน (ยูเอสซีบีซี) ในกรุงปักกิ่ง ยอมรับว่า ยังมีเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องทำอีกมากเพื่อให้ครบตามข้อตกลงของแผน 100 วัน โดยยังมีบางภาคส่วนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น การผลิตส่วนเกินในสินค้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียม และการส่งออกสินค้าประเภทเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนี้ สหรัฐยังไม่สามารถเข้าถึงภาคบริการทางการเงินของจีนได้มากพอเช่นกัน
แม้จะมีรายงานว่า จีนพยายามที่จะประนีประนอมมากขึ้น เช่น การยอมเปิดตลาดให้สหรัฐส่งออกเนื้อวัวได้อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2003 และยอมเปิดภาคบริการทางการเงินมากขึ้น แต่การผ่อนปรนของจีนก็ยังไม่มากพอตามเสียงเรียกร้องของฝั่งสหรัฐ หรือแม้แต่ฝั่งยุโรปที่ออกมาประสานเสียงในทิศทางเดียวกันไปก่อนหน้านี้
รัฐมนตรีพาณิชย์สายเหยี่ยวในทีมคนใกล้ชิดของทรัมป์ ระบุว่า หลังจากที่มีแผน 100 วันออกมา ซึ่งมีขึ้นหลังการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่สหรัฐในเดือน เม.ย. ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เป็นไปตามแผน และทั้งสองฝ่ายกำลังมองไปถึงประเด็นที่ใหญ่กว่าและยากกว่าในแผน 100 วัน
ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้และได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง รอสส์ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า สหรัฐยังไม่พอใจกับสภานะการค้าระหว่าง 2 ประเทศในขณะนี้ และต้องการให้จีนปรับปรุงเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ 1.การเข้าถึงตลาด 2.การปกป้องการค้า และ 3.ทรัพย์สินทางปัญญา (ไอพี)
รอสส์นั้นระบุชัดเจนว่าต้องการเข้าถึงตลาดจีนมากขึ้น ทั้งสำหรับบริษัทในสหรัฐที่ส่งออกสินค้าไปจีนและสำหรับบริษัท อเมริกันที่เข้าไปดำเนินธุรกิจอยู่ในจีนเรียบร้อยแล้ว โดยก่อนหน้านี้สหรัฐระบุว่าจีนยังปิดกั้นบางภาคธุรกิจ เช่น พลังงาน ยานยนต์ และการสื่อสารโทรคมนาคม
นอกจากนี้ สหรัฐยังหยิบยกความกังวลเรื่องภาคไอทีของจีนที่กำลังจะเป็นการผลิตส่วนเกินอีกด้าน นอกเหนือไปจากเหล็กและถ่านหิน โดยมองว่าบริษัทไอทีหลายแห่งไม่ได้เน้นการผลิตหรือดำเนินธุรกิจอย่างเต็มศักยภาพเพียงพอ แต่ต้องการที่จะเข้าถึงเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจีนมากกว่า ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทสัญชาติจีนมากถึง 360 แห่ง จากทั้งหมดราว 400 แห่ง ที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลปักกิ่ง
การเยือนจีนครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ โรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ได้กล่าวตำหนิจีนว่าเป็น "ภัยคุกคามใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน" จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าของจีนอย่างเป็นระบบ เช่น การอุดหนุนของภาครัฐ การบิดเบือนตลาด และการบังคับ ถ่ายโอนเทคโนโลยี
ขณะที่ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดทุนจีนที่เข้ามาเทกโอเวอร์บริษัทไอทีในสหรัฐแล้ว โดยทรัมป์มีคำสั่งระงับการควบรวมกิจการระหว่างแคนยอน บริดจ์ แคปปิตอล พาร์ตเนอร์ กลุ่มทุนที่รับการสนับสนุนจากจีน เข้าซื้อกิจการลัตติซ เซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตจากสหรัฐ มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) โดยให้เหตุผลด้านความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติ รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาให้กับบริษัทจีน ซึ่งรัฐบาลจีนมีบทบาทในการสนับสนุนการซื้อขายดังกล่าว และสหรัฐเองยังตั้งกำแพงภาษีสินค้าเบื้องต้นในกลุ่ม "อะลูมิเนียมฟอยล์" ในระดับตั้งแต่ 16.56-80.97% หลังจากผลการสอบเบื้องต้นของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ พบว่าสินค้าประเภทดังกล่าวได้รับการอุดหนุนจากทางการจีน โดยจะเริ่ม ลงดาบกับบริษัทนำเข้าจีนบางราย
แม้ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้จะยังไม่มีการบรรลุความตกลงอะไรใหญ่ๆ แต่เป็นที่คาดว่าสหรัฐจะเดินหน้ากดดันจีนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการกดดันประเทศคู่ค้าอื่นๆ ทั่วโลกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ เพื่อปูทางสู่การบรรลุความตกลงระหว่างที่ทรัมป์จะเดินทางเยือนจีนและชาติเอเชียในเดือน พ.ย.นี้ n







