
ระทึกศึกชิงคาร์ฟูร์ อยู่ที่ใจถึง-เงินถัง
ศึกชิงประมูลซื้อกิจการห้างคาร์ฟูร์มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับกิจการในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็ขับเคี่ยวมาจนเหลือผู้ท้าชิงชัดเจนเพียง 2ราย.....
ศึกชิงประมูลซื้อกิจการห้างคาร์ฟูร์มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับกิจการในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็ขับเคี่ยวมาจนเหลือผู้ท้าชิงชัดเจนเพียง 2ราย.....
โดย...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
จนถึงวันนี้ ศึกชิงประมูลซื้อกิจการห้างคาร์ฟูร์มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับกิจการในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็ขับเคี่ยวมาจนเหลือผู้ท้าชิงชัดเจนเพียง 2 รายคือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี และบริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล เนื่องจากอีก 2 รายที่ผ่านการประมูลรอบแรกมา คือ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก บริษัทย่อยของ ปตท. ตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลต่อ ขณะที่กลุ่มกาสิโน (ในนามบิ๊กซี) มีรายงานว่าได้ขอถอนตัวไปแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
นาทีนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเหลือยักษ์ใหญ่สายพันธุ์ไทยทั้งคู่ ที่จะมาเทียบขุมกำลังและศักยภาพ รวมถึงความตั้งใจจริง ที่จะชิงคาร์ฟูร์มาต่อยอดธุรกิจให้เติบใหญ่มากขึ้น ซึ่งก็ยังยากที่จะบอกว่าในนาทีสุดท้ายใครจะเข้าวิน แม้ว่าจะมีกระแสออกมาฟันธงเอนเอียงไปทางเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ มากกว่ากลุ่มเซ็นทรัลก็ตาม
นับแต่ข่าวประมูลคาร์ฟูร์อยู่ในกระแสความสนใจ จะเห็นได้ว่าฟากยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดของเรื่องนี้มาตลอด ขณะที่ฝั่งเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จะเน้นการรายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และที่ชัดเจนคือ คำที่หลุดจากปาก ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการกลุ่มทีซีซี และกรรมการบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ที่เปิดเผยว่า เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ พร้อมยื่นประมูลซื้อคาร์ฟูร์ในการประมูลรอบสองแน่นอน และคาดว่าจะสามารถประกาศผลผู้ชนะได้เลยในการประมูลรอบนี้ หรือประมาณเดือน พ.ย.นี้
ขณะที่กลุ่มกาสิโน ประเทศฝรั่งเศส ที่เข้าประมูลในนามของบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่กาสิโนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หากยังคงเดินหน้าประมูลต่อในรอบสอง ก็ถือว่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่น้อย ในแง่ของการนำธุรกิจคาร์ฟูร์มาต่อยอดกับธุรกิจของบิ๊กซี ซึ่งเป็นกลุ่มค้าปลีกเซ็กเมนต์เดียวกัน คือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต
นั่นเพราะ เมื่อรวมจำนวนบิ๊กซีที่มีอยู่ 68 สาขา กับคาร์ฟูร์ 43 สาขา จะทำให้บิ๊กซีมีจำนวนสาขาเข้ามาใกล้เคียงเทสโก้ โลตัส ที่มี 116 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดของบิ๊กซีในธุรกิจค้าปลีกเพิ่มจาก 6% เป็นเกือบ 10% ทันที ขณะที่เทสโก้ โลตัส มีส่วนแบ่งเกิน 10% เล็กน้อย
การที่คาร์ฟูร์เป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนใหญ่ครั้งนี้ หากมองเหตุผลของแต่ละกลุ่มจะเห็นได้ว่า กลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์นั้นประกาศออกมาชัดเจนว่า คาร์ฟูร์จะเข้ามาช่วยเติมเต็มธุรกิจ เพราะปัจจุบันเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นผู้ดำเนินการสินค้าอุปโภค บริโภค ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แต่ยังขาดในส่วนของปลายน้ำ ซึ่งก็คือช่องทางจำหน่ายที่จะเข้าถึงลูกค้าโดยตรง
ที่สำคัญ หากเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ได้คาร์ฟูร์ไป ไม่เพียงแต่จะเอื้อประโยชน์เฉพาะธุรกิจของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์เท่านั้น หากแต่จะส่งผลดีไปถึงบริษัทแม่คือ กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ ที่มีสินค้าหลากหลายในเครือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม สินค้าเกษตร เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ ให้มีช่องทางกระจายสินค้าด้วยเช่นกัน
ในแง่ของกลุ่มเซ็นทรัลเอง ยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่าการเข้าซื้อคาร์ฟูร์จะช่วยต่อแขนขาของธุรกิจทั้งค้าปลีก ธุรกิจร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าและบริการที่มีอยู่ ให้สามารถขยายสาขาได้แบบก้าวกระโดด และจำนวนสาขาที่เพิ่มมากขึ้นนี้เองที่จะช่วยสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย นั่นคือ การจะได้ประโยชน์จากทำเลเดิมที่คาร์ฟูร์มีอยู่ รวมไปถึงใบอนุญาตก่อสร้างที่คาร์ฟูร์ถืออยู่ในมือแต่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ซึ่งใบอนุญาตเหล่านี้จะเป็นแต้มต่อสำคัญในการขยายโครงการค้าปลีกในอนาคต ซึ่งไม่จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้ชื่อคาร์ฟูร์
การที่ใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันการขึ้นโครงการค้าปลีกขนาดใหญ่ถูกคุมด้วยกฎหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายผังเมือง และกฎหมายควบคุมอาคาร ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างโครงการใหม่ๆ ทำได้ยาก เนื่องจากถูกควบคุมด้วยโซนของผังเมือง ดังนั้นหากมีใบอนุญาตอยู่แล้ว ย่อมเป็นแต้มต่อสำคัญในการขยายสาขาเพิ่ม
ศึกนี้จึงเป็นมากกว่าการใช้สาขาเดิมที่คาร์ฟูร์มีอยู่เพื่อต่อยอดธุรกิจเท่านั้น แต่มี ความหมายถึงการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วย







