posttoday
ความเหลื่อมล้ำและความยากจนเป็นความรับผิดชอบของใคร?

ความเหลื่อมล้ำและความยากจนเป็นความรับผิดชอบของใคร?

25 กันยายน 2560

ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงามการพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราก็ยังพบปัญหาตัวบ่งชี้ทางสังคมเดิมๆ ที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ความยากจน ตลอดจนคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในด้านต่างๆ แม้ว่ารัฐบาลในชุดปัจจุบัน (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) จะมีความมุ่งมั่นที่จะวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และกำหนดเรื่องเหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อวางยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ยังหวั่นๆ ว่าปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำและความยากจน ใครจะรับผิดชอบเพื่อจะช่วยแก้ไขให้ทุเลาเบาบางลงไปในประเด็นความเหลื่อมล้ำและความยากจน เป็นต้นว่า

ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

การพัฒนาประเทศไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาล ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราก็ยังพบปัญหาตัวบ่งชี้ทางสังคมเดิมๆ ที่ยังแก้ไม่ตก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ความยากจน ตลอดจนคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในด้านต่างๆ แม้ว่ารัฐบาลในชุดปัจจุบัน (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) จะมีความมุ่งมั่นที่จะวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และกำหนดเรื่องเหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อวางยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ก็ตาม แต่ก็ยังหวั่นๆ ว่าปัญหาต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำและความยากจน ใครจะรับผิดชอบเพื่อจะช่วยแก้ไขให้ทุเลาเบาบางลงไปในประเด็นความเหลื่อมล้ำและความยากจน เป็นต้นว่า

ประการที่ 1 รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนของคนไทย ครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 10,000 บาท (0-9,999 บาท) มีถึงร้อยละ 47.30 ของครัวเรือนทั้งหมด และในขณะเดียวกัน รายได้ระหว่าง 10,000 บาท แต่ไม่ถึง 20,000 บาท (19,999 บาท) มีจำนวนร้อยละ 27 และเมื่อรวมรายได้ครัวเรือนคนไทยต่อเดือนที่ยังไม่ถึง 20,000 บาท ถือว่ามีมากที่สุดถึงร้อยละ 74.30 นอกจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 50,000 ต่อเดือน มีเพียงร้อยละ 5.45 เท่านั้น จากจำนวนครัวเรือนทั้งประเทศ 20,025,409 ครัวเรือน และที่แย่ไปกว่านั้นจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ที่รายงานรายได้คนไทยต่อหัวต่อเดือน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยโดยประมาณ 15,000 บาท โดยคิดจากยอดรายได้คนไทยเฉลี่ยต่อปีมีเพียง 185,858 บาท (ปี 2558)

อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างความแตกต่างทางรายได้ของครัวเรือนที่จนที่สุดกับครัวเรือนที่รวยที่สุด ซึ่งดูเหมือนจะมีช่องว่าง หรือมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นทุกปี ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2539 ครัวเรือนที่จนที่สุดใน 10% แรก มีรายได้ต่อปีเพียง 1,429 บาท ขณะที่ครัวเรือนที่รวยที่สุดมีรายได้มากกว่า 30,000 บาท และถัดจากนั้นมาอีกเกือบ 20 ปี รายได้ของครัวเรือนที่จนที่สุดต่อปีมีเพิ่มขึ้นเพียง 4,266 บาท ขณะที่ครัวเรือนที่รวยที่สุดใน 10% แรก ในปี 2554 มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อปี เป็น 100,000 กว่าบาท

ประการที่ 2 โครงการขึ้นทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ได้เปิดเผยตัวเลขคนจนผ่านการลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐมีถึง 8,300,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาท/ปี และส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้หรือกู้เงินนอกระบบทุกคน เป็นต้นว่า มีการกู้เงินนอกระบบในวงเงินเกิน 1,000,000 บาท มีจำนวนถึง 14,484 คน กู้เงินนอกระบบวงเงินเกิน 100,000 บาท มีจำนวน 903,619 คน และผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปี กู้เงินในระบบและนอกระบบวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท มีจำนวน 6,300,000-7,600,000 คน และที่มีอาการน่าห่วงนั่นก็คือ ผู้ที่ติดหนี้นอกระบบเกิน 3,000,000 บาท มีจำนวนถึง 1,109 คน

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐจำแนกตามเกณฑ์ต่างๆ เช่น จำแนกตามอาชีพ พบว่า อาชีพเกษตรกรผู้ปลูกพืช ลงทะเบียนจำนวน 2,785,397 คน คิดเป็นร้อยละ 33.5 ตามด้วยอาชีพรับจ้างทั่วไปจำนวน 2,706,116 คน คิดเป็นร้อยละ 32.5 และผู้ว่างงานลงทะเบียนจำนวน 1,479,729 คน คิดเป็นร้อยละ 17.8 จากจำนวนผู้ลงทะเบียนคนจนกว่า 8.3 ล้านคน เมื่อจำแนกตามช่วงอายุของยอดผู้ลงทะเบียน เพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐพบว่า ผู้มีอายุมาก กว่า 60 ปีขึ้นไป มียอดลงทะเบียน 2,287,183 คน คิดเป็นร้อยละ 27.5 ช่วงอายุ 46-60 ปี ลงทะเบียน 3,146,850 คน มีจำนวนถึง 37.8% รองลงมาเป็นอายุ 36-45 ปี มียอด 1,567,909 คน มีจำนวนถึง ร้อยละ 18.7

ประการที่ 3 ความไม่เสมอภาคและมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เมื่อพิจารณาจากการกระจายรายได้จากกลุ่มประชากรที่รวยสุดร้อยละ 10 มีสัดส่วนรายได้ถึงร้อยละ 35 ของรายได้รวม ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำสุดร้อยละ 40 มีสัดส่วนรายได้เพียง 14.3 ของรายได้รวม ซึ่งจะทำให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ของประเทศคือ การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ทำให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาก็คือ กลุ่มคนรวยที่สุดใน 20% ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ซึ่งทำให้เห็นว่าการกระจายรายได้ของคนในสังคมไทยยังเป็นปัญหาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจนถึง ฉบับที่ 12

ประการที่ 4 โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 โดยปี 2557 ประชากรวัยแรงงานจะมีจำนวนสูงสุด และเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ในปี 2559 มีประชากรไทยทั้งหมด 65.3 ล้านคน โดยมีสัดส่วนวัยเด็กร้อยละ 17. 82 วัยแรงงานร้อยละ 65.67 และวัยสูงอายุร้อยละ 16.90 ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศในปี 2560 อยู่ที่ 1.59 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทน โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงตลอดช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12-15 ปี 2560-2579 เหลือเพียง 1.35 ในปี 2579 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อเพิ่มอัตราการเกิดของประชากรจะส่งผลให้โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 โดยสัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 17.1 เป็น 19.8 ขณะที่สัดส่วนวัยเด็กและวัยแรงงานจะลดลงจากร้อยละ 17.5 และ 65.3 เหลือร้อยละ 16.6 และ 64.1 ตามลำดับในเวลาเดียวกัน

ประการที่ 5 ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน มีคนไทยถึงร้อยละ 90 ที่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองน้อยกว่า 1 ไร่ หรือเท่ากับ 1 ไร่ และมีคนไทยเพียงร้อยละ 10 มีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ และที่สำคัญที่สุดมีจำนวนครัวเรือนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองถึง 749,599 ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ในจำนวนที่ดินที่มีการถือครองพบว่าเกือบร้อยละ 70 ของที่ดินที่มีการถือครองถือถูกทิ้งร้าง หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้แล้วเป็นที่สังเกตว่ากลุ่มนักการเมืองที่เป็นกลุ่มนายทุนธุรกิจที่เข้าสู่เส้นทางการเมืองและครองอำนาจบริหารประเทศ กลายเป็นผู้ถือครองที่ดินจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม สส.พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังชล พรรคชาติไทยพัฒนา ถือว่าเป็นกลุ่มหนึ่งที่มีการถือครองที่ดินมาก กล่าวโดยสรุปการถือครองที่ดินยังเป็นปัญหาอยู่ว่าการกระจายการถือครองไม่เป็นธรรม เพราะการถือครองที่ดินไปกระจุกตัวกับกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและกลุ่มนักการเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่

แนวทางแก้ปัญหาในประเด็นต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ประเด็นใหญ่ของสังคมไทยก็คือ จะทำอย่างไรให้คนจน หรือผู้ด้อยโอกาสจะได้เข้าถึงทรัพยากรของชาติอย่างเป็นธรรมอันเกิดจากการพัฒนาประเทศ n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ