
ต้องวางแผนแบบมองกรณีเลวร้ายสุด
ลีลี่ โจวอยากเกษียณอย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องวิตกตอนชราว่าจะมีเงินพอเลี้ยงชีพไหม วางแผนทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัยคือคำตอบ
ลีลี่ โจว
อยากเกษียณอย่างมีคุณภาพ ไม่ต้องวิตกตอนชราว่าจะมีเงินพอเลี้ยงชีพไหม วางแผนทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัยคือคำตอบ
ถ้าวันนี้ล่วงเลยวัยเยาว์เข้าสู่วัยทำงานพักใหญ่แล้ว คิดได้ตอนนี้แล้วทำเลยก็ยังทัน
ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย เปิดเผยว่า ถ้ายังเป็นคนทำงานอยู่ก็อยากแนะนำว่า หากมีเงินได้ในแต่ละเดือนควรจะแบ่ง 30% ออกมาเพื่อการเก็บออม แล้วที่เหลือก็ค่อยใช้จ่าย
เก็บออมอย่างนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ยังเริ่มทำงาน พออายุเริ่มมากขึ้น ถ้า ยังไม่มีครอบครัว ไม่มีภาระใดๆ เลย ก็อยากให้เพิ่มเงินออมเป็น 50% เลย แล้วที่เหลือค่อยใช้จ่าย เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มมีภาระทางการเงินต้องรับผิดชอบมากขึ้น ก็ค่อยมาปรับแผนการเก็บออมใหม่
ทั้งนี้ เวลาวางแผนการเงินควรจะมองในแบบกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ก่อน เช่น ถ้าวันนี้ยังไม่แต่งงาน ก็ต้องมองไว้ก่อนว่าถ้าในอนาคตไม่มีใครเลยเราจะอยู่อย่างไร
อันดับแรก อาจจะต้องมีอสังหา ริมทรัพย์เพื่อมีที่อยู่อาศัยก่อน จากนั้นก็มองเรื่องแผนการออม ซึ่งจะต้องไม่ใช่การมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อย่างเดียว
ข้อแนะนำที่อยากฝากไว้ก็คือ ควรจะแยกบัญชี มีเงินในบัญชีออมทรัพย์ให้น้อย เพื่อให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้มีเงินมาก ส่วนที่เหลือก็นำไปลงทุนในตลาดการเงิน
"ต้องวางแผนว่าแต่ละเดือนจะใช้เงินเท่าไร แล้วถ้าใช้ไม่พอก็จะนำเงินจากบัญชีไหนมา แต่ต้องทำให้ยากเข้าไว้จะได้ขี้เกียจโอนเงินมา คิดเสียว่าชีวิตลำบากวันนี้จะมีความสุขในอนาคต"
นอกเหนือจากการวางแผนทางการเงินแล้ว อีกสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ การดูแลสุขภาพของตัวเอง เพราะถ้าสุขภาพการเงินดีแค่ไหน หากสุขภาพไม่ดี เงินที่มีก็อาจจะไม่เพียงพอไปดูแลสุขภาพได้
ชวินดา ยกตัวอย่าง แผนการเงินของตัวเองในฐานะคนมีครอบครัวว่า จะตัดเงินออกเป็น 3 ส่วนทุกเดือน ได้แก่ สภาพคล่องเพื่อใช้จ่ายครอบคลุมถึงการดูแลลูกด้วย ส่วนต่อมาแบ่งไปลงทุน และอีกส่วนไว้บริหารภาษีปลายปี
การแบ่งเงินเป็นส่วนๆ จะทำให้เรารู้ว่าควรเตรียมเงินไว้เท่าไรไว้ใช้จ่าย ซึ่งการลงทุนของชวินดา มากกว่า 50% จะเป็นการลงทุนในหุ้น ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้า
ขณะที่การดูแลสุขภาพแบบฉบับนักบริหารเงินที่เวลาว่างน้อยก็คือ มีเวลาเมื่อไหร่ต้องพยายามเดินให้ได้หนึ่งหมื่นก้าว และต้องนั่งสมาธิเป็นประจำเพื่อทำใจให้สงบ รับมือกับโลกการเงิน ซึ่งไม่มีความสงบอยู่เลย
นอกเหนือจากการบริหารเงินตัวเองและสุขภาพให้ดี สิ่งต่อไปที่ ชวินดา อยากจะฝากถึงคนที่มีลูกแล้วคือ ไม่เพียงแต่เตรียมความพร้อมเกษียณให้ตัวเอง ควรปูทางฝึกลูกเพื่อเตรียมพร้อมอนาคตตัวเองด้วย โดยเน้นให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้
สิ่งที่น่ากังวล และชวินดามองเห็นก็คือ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีหนี้สูง ที่น่ากังวลคือ ไม่ได้เป็นหนี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่เป็นหนี้เพื่อการอวดฐานะ อวดสิ่งของ
หากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นฐานการเงินที่ดีจะหายไป การวางพื้นฐานให้คนรุ่นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะพื้นฐานที่ดีของประเทศก็คือคน
"เด็กรุ่นใหม่หลายคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีความอดทนต่ำ เพราะคิดว่าเมื่อลาออก ไม่ทำงาน ถึงอย่างไรก็มีเงินใช้ พ่อแม่จ่ายเงินเดือนให้ได้ หรืออาจคิดว่าถ้าอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ ไว้ถ้าเงินหมดแล้วค่อยมาทำงานหาเงิน หากผู้ใหญ่ในวันนี้ไม่ช่วยกันดูแล ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วง ถ้ารุ่นพ่อแม่ไม่คิดให้ได้ จะกลายเป็นการทำร้ายเด็กในปัจจุบัน สังคมไทยจะเลวร้ายขึ้น"
เหล่านี้คือคำแนะนำของนักบริหารเงินที่อยากฝากไว้ เพื่อให้รุ่นใหม่เตรียมตัวรับมือวันข้างหน้าได้ทันการณ์







