
เอเอ็มซีแห่งชาติ บทบาทใหม่ บสท.
...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกหลักในการสะสางซากหนี้จาก วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ภารกิจ บสท.ถูกขีดให้รับโอนหนี้เสียจากสถาบันการเงิน 7.7 แสนล้านบาท และแก้ปัญหาให้จบภายใน 10 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 8 มิ.ย. 2554
ในมุมมอง สาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร บสท. กล่าวว่า สนับสนุนแนวความคิดการจัดตั้ง
“เอเอ็มซีแห่งชาติ” หรือ National AMC หรือ Centralized AMC เป็นแนวคิดหนึ่งที่จะรองรับการแก้ปัญหาเอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินในระยะยาวหลังจาก บสท.มีการยุติบทบาทไปเอเอ็มซีแห่งชาติ อาจจะมีได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการตั้งเป็น
“โฮลดิ้ง คอมปะนี” เพื่อเข้าถือหุ้นในเอเอ็มซีของรัฐ ทั้งสองแห่ง คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (บสก.) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) สุขุมวิท พร้อมมีภารกิจในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแทนกระทรวงการคลัง เนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย จะหมดภารกิจในการทำธุรกรรมในปี 2556หรืออาจจะเป็น เอเอ็มซี ในรูปแบบของการบริหารจัดการหนี้เสียโดยรวม (Centralized) โดยวิธีหลังนี้อาจต้องพิจารณาถึงการบันทึกบัญชีในการซื้อทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของเอเอ็มซีทั้งสองแห่ง ว่าจะกระทบต่อเงินลงทุนและการค้ำประกันของรัฐหรือไม่
“
รายละเอียดในเรื่อง เอเอ็มซี แห่งชาตินี้ ยังคงต้องศึกษาอีกระยะหนึ่ง ว่าวิธีการใดจะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่ากัน” สาธิต ระบุส่วนแนวทางในการระบายสินทรัพย์ของ บสท.นั้น ประธาน บสท.บอกว่า ได้เปิดให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพของ บสท.พยายามชำระหนี้เพื่อปิดบัญชีกับ บสท. ก่อนที่ บสท.จะปิดดำเนินกิจการในวันที่ 8 มิ.ย. 2554
เนื่องจากการปิดบัญชีกับ บสท. ลูกหนี้จะได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีหลายอย่าง เช่น ส่วนลดเงินต้นและดอกเบี้ยจะได้รับยกเว้นภาษีอากรตามกฎหมาย รวมทั้งประสานงานกับธนาคารพาณิชย์ให้ลูกหนี้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์ เป็นต้น
ลูกหนี้ที่ยังไม่ได้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในกระบวนการทางศาลหรือกรมบังคับคดี ขอให้เข้ามาติดต่อ บสท. เพราะ บสท.พร้อมจะเจรจาปรับโครงสร้างกับลูกหนี้เสมอ
ทั้งนี้ ภายใต้มาตรการนี้ บสท.ได้ช่วยเหลือลูกหนี้หลายรายสามารถขอสินเชื่อใหม่จากระบบธนาคารพาณิชย์ และชำระหนี้ปิดบัญชีปรับโครงสร้างหนี้กับ บสท. ก่อนกำหนด คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท
“
ผมภูมิใจตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บสท. เมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2552 เนื่องจาก บสท.เป็นหน่วยงานของรัฐที่ตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาให้เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างเสถียรภาพที่หายไปของระบบสถาบันการเงินโดยรวมของประเทศ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย เมื่อปี 2540” สาธิต กล่าวโดย ณ วันที่ 3 ก.ย. 2553 บสท. รับชำระหนี้เป็นเงินสดรวม 158,412 ล้านบาท และมีลูกหนี้ชำระหนี้เสร็จสิ้นและปิดบัญชีกับ บสท.รวม 4,196 ราย คิดเป็น 56% ของจำนวนรายลูกหนี้ที่ยุติโดยการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 7,425 ราย
สามารถขายทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ได้รวมทั้งสิ้น 67,570 ล้านบาท และสามารถไถ่ถอนตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อลดภาระการค้ำประกันของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นการลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศรวมทั้งสิ้น 174,012 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70.50% ของตั๋วสัญญาใช้เงินที่ บสท.ออกให้สถาบันผู้โอนเพื่อชำระราคาของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับโอนมาทั้งหมด
คงต้องลุ้นกันว่า หลังจาก บสท.จะสามารถเร่งระบายทรัพย์ก่อนที่จะปิดบัญชีตามกฎหมายได้ตามเป้าหมายหรือไม่







