
คิดมุมกลับ
....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของบ้านเราในช่วงนี้ดูดีวันดีคืนจนน่าชื่นใจจริงๆ นะครับ
เงินทุนไหลเข้าประเทศมากมาย ตลาดหุ้นคึกคักทำนิวไฮนักลงทุนยิ้มแย้มแจ่มใสกันถ้วนหน้า
ยอดส่งออกสดใส นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเข้ามา ตลาดการค้าการขายทั่วไปตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรถยนต์ ซึ่งปีนี้แค่ 8 เดือนก็ขายถล่มทลายไปเกือบ 5 แสนคัน เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 50% เลยทีเดียวเชียว
ขาขึ้นจริงๆ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้
นี่ถ้าไม่มีเรื่องหนักๆ เข้ามาเบรกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 3จี เรื่องมาบตาพุด หรือเรื่องการเมือง ผมว่าคงคึกคักครึกครื้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเรื่องดีๆ มากมายก็ต้องมีเรื่องเครียดๆ แทรกเข้ามาให้เป็นปัญหาอุปสรรค
เหรียญ...ย่อมมีสองด้าน สถานการณ์...ย่อมมีสองมุม
เศรษฐกิจดี เงินทุนต่างประเทศไหลเข้า แน่นอนย่อมทำให้เงินบาท...แข็งค่า เมื่อเงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกก็หน้ามืด แต่ผู้นำเข้าต่างยิ้มแย้มในใจ
เศรษฐกิจดี การจับจ่ายใช้สอยมีมาก ข้าวของขึ้นราคา แน่นอนย่อมทำให้เกิดภาวะ...เงินเฟ้อ
เมื่อเงินเฟ้อสูง ทางการก็ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาด คนฝากเงินก็ดีใจ แต่คนกู้เงินมาใช้ก็ปวดหัว
นี่ล่ะครับ มีบวกมีลบ...มีได้มีเสีย...ขึ้นอยู่ว่าใครอยู่ตรงไหนของสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของสถานการณ์ หากเราฉุกคิดสะกิดไอเดียค้นหากลยุทธ์ที่เรียกว่า...มุมกลับ...ได้ บางครั้ง...เราอาจใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็น...ลบ...ให้กลับมาเป็น... บวก...กับธุรกิจเราได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น เมื่อค่าเงินบาทแข็ง กำไรน้อยลง ผู้ส่งออกอาจคิดมุมกลับโดยการเร่งเพิ่มยอดขายเพื่อเอาปริมาณมาถัวหากำไรต่อหน่วยที่ลดลงไป เพื่อให้ได้เม็ดเงินรวมกลับมาเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดเดิมหรือเพิ่มลูกค้ารายใหม่ๆ ที่ผู้ส่งออกรายอื่นพยายามชะลอไม่ยอมรับออร์เดอร์ก็เป็นไปได้
ในบางสถานการณ์ไม่จำเป็นต้องมุ่งที่ตัวกำไรเป็นหลัก แต่มุ่งที่ฉกฉวย ดึง หรือสร้างฐานลูกค้าไว้เพื่ออนาคตระยะยาวของกิจการก็ได้
หรืออย่างกรณีอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในตลาด ส่วนใหญ่ก็คิดว่าน่าจะส่งผลเสียมากกว่าดี แต่ในมุมกลับ...หากลูกค้าเป้าหมายของเราเป็นผู้มีเงินฝาก เราก็น่าจะเพิ่มธุรกิจธุรกรรมมากกว่าการชะลอกิจการ อาจเพิ่มสินค้าใหม่หรือใส่บริการเสริมเพิ่มโปรโมชันเพื่อสร้างยอดขายจากกลุ่มนี้ก็ทำได้
แต่ถ้าลูกค้าหลักของเราไม่ใช่ผู้มีเงินฝาก นั่นก็หมายถึงความยากลำบากในการขายของของเรา ฉะนั้นเราน่าจะใช้โอกาสนี้ทำการปรับเปลี่ยนสินค้าหรือบริการใหม่ หรืออาจเพิ่มไลน์สินค้าเพื่อหันไปจับกลุ่มเป้าหมายคนฝากเงินบ้างก็น่าจะดีกว่าปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเฉยๆ
ส่วนคนที่กู้เงินมาใช้ในธุรกิจ ต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นแน่นอน ก็ต้องคิดว่ามันไม่ได้สูงขึ้นเฉพาะเราเท่านั้น แต่สูงขึ้นทั้งระบบ คู่แข่งของเราก็เสียดอกเบี้ยสูงขึ้นเหมือนกัน
มองมุมกลับ...ดอกเบี้ยสูงก็เพราะเศรษฐกิจดี เมื่อทุกอย่างดี แบงก์ก็อยากปล่อยสินเชื่อมากๆ เพื่อจะได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม การแข่งขันของแบงก์ก็มีมากขึ้น โอกาสขอสินเชื่อก็ง่ายขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นจังหวะดีที่เราน่าจะทำเรื่องขอเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนหรือทำเรื่องขอเงินกู้เพื่อขยายธุรกิจในห้วงเวลานี้
จะกู้เงินแบงก์ ก็ต้องคุยกันตอนที่แบงก์อยากปล่อยสินเชื่อนี่ล่ะครับ
นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่อยากกระตุกให้ท่านลองคิดมุมกลับเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างอันสามารถจะนำมาวางกลยุทธ์ทางธุรกิจของท่านได้
การแข่งขันทุกวันนี้มีความสลับซับซ้อน การทำธุรกิจในยุคนี้มีความยากลำบากมากขึ้น ดังนั้นตัวเจ้าของกิจการจึงต้องคิดหนักขึ้น ทำงานหนักขึ้น ธุรกิจจึงจะมีที่ยืนในตลาด
ในขณะที่คนอื่นหยุด เราต้องวิ่ง เมื่อคนอื่นเริ่มวิ่ง เราก็ไปถึงเส้นชัยแล้ว







