
เครดิตเรตติ้งกับความสามารถในการก่อหนี้
สมชาย สกุลสุรัตน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังของสหรัฐ คือ บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ S&Pได้ติดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตเรตติ้งของจีนและฮ่องกงลง 1 อันดับ โดยลดอันดับเครดิตของจีนลงก่อนจากระดับ AA สู่ระดับ A+ เพื่อสะท้อนภาพความเสี่ยงทางการเงิน และเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจากการขยายตัวของหนี้สินในภาครัฐและธุรกิจของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการควบคุมการขยายตัวของเครดิตเพื่อลดความเสี่ยงลง แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถยับยั้งการขยายตัวของสินเชื่อได้ตามนโยบาย
สมชาย สกุลสุรัตน์
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังของสหรัฐ คือ บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ S&Pได้ติดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตเรตติ้งของจีนและฮ่องกงลง 1 อันดับ โดยลดอันดับเครดิตของจีนลงก่อนจากระดับ AA สู่ระดับ A+ เพื่อสะท้อนภาพความเสี่ยงทางการเงิน และเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจากการขยายตัวของหนี้สินในภาครัฐและธุรกิจของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการควบคุมการขยายตัวของเครดิตเพื่อลดความเสี่ยงลง แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถยับยั้งการขยายตัวของสินเชื่อได้ตามนโยบาย
หลังจากลดอันดับเครดิตของจีนลงไม่กี่วัน S&P ได้ประกาศลดอันดับเครดิตของฮ่องกงลง 1 อันดับเช่นกัน โดยลดอันดับลงจาก AAA เป็น AA+ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1999 เนื่องจากเศรษฐกิจของฮ่องกงกับจีนผูกติดกันอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลจีนแถลงว่า การลดอันดับเครดิตจีนของ S&P เป็นการตัดสินใจ ที่ผิดพลาดโดยไม่ให้น้ำหนักพื้นฐานและแนวโน้มทางเศรษฐกิจของจีนเท่าที่ควร
แต่ความจริง S&P เป็นบริษัทจัดอันดับเครดิตรายสุดท้ายที่ได้ลดอันดับเครดิตของจีนลง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับคู่แข่งคือ บริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส หรือ Moody's และบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ หรือ Fitch ได้ลดอันดับเครดิตของจีนลงมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้อันดับเครดิตของจีนของ ทั้งสามบริษัทจัดอันดับเครดิตอยู่ในระดับเดียวกัน
ผลของการถูกลดอันดับเครดิต จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคธุรกิจของจีนในตลาดการเงินของโลกเพิ่มขึ้นเพราะนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนประเภทสถาบันใหญ่ๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของบางประเทศ ใช้อันดับเครดิตประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุน แม้ว่าจีนจะยังไม่มีปัญหาการระดมทุนเพราะอันดับเครดิตใหม่ยังเป็นอันดับเครดิตที่น่าเชื่อถือระดับปานกลางค่อนข้างสูง (Upper Medium Grade) แม้ว่าจะด้อยลงอย่างมีนัยสำคัญเพราะเป็นการลดอันดับลงจากเดิมที่อยู่ในระดบสูง (High Grade) ก็ตาม
ส่วนประเทศไทยปัจจุบันอันดับเครดิตอยู่ในระดับ BBB+ จัดว่าอยู่ในกลุ่มเครดิตระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ (Lower Medium Grade) ซึ่งในกลุ่มนี้ มีประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ อินโดนีเซีย (BBB-) ฟิลิปปินส์ (BBB) ส่วนเวียดนาม จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่น่าลงทุน (Non Investment Grade) คือ BB- สำหรับเพื่อนบ้านที่อันดับเครดิตสูงสุดระดับ AAA (Prime Grade) มีอยู่ประเทศเดียวที่ท่านผู้อ่านคงเดาถูกคือ สิงคโปร์เจ้าเก่า ที่ถูกจัดอันดับเครดิตสูงสุดในโลกร่วมกับประเทศ ในสแกนดิเนเวียและยุโรป ไม่กี่ประเทศ และสูงกว่าญี่ปุ่น (A+) และสหรัฐอเมริกา (AA+)
ความจริงแล้ว ถ้าจะพิจารณาว่า ประเทศไหนอยู่ในฐานะที่จะก่อหนี้ได้มากน้อยเพียงใด นอกจากจะประเมินจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อันดับเครดิตของประเทศน่าจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการก่อหนี้ได้ดีอีกตัวหนึ่ง เพราะการจัดอันดับเครดิตนอกจากการประเมินดัชนีชี้วัดทางการเงินแล้ว เขายังประเมินความเรื่องอื่นๆ ที่อาจกระทบถึงเครดิตของประเทศ เช่น คุณภาพและกฎระเบียบต่างๆ ที่บังคับใช้เพื่อควบคุมความเสี่ยงโครงสร้างการเงิน รวมทั้งการบริหารจัดการด้านต่างๆ ปัญหาการคอร์รัปชั่นและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ระยะยาว
แน่นอนว่า ประเทศที่เครดิต เรตติ้งสูงย่อมมีความสามารถที่จะก่อหนี้ได้สูงกว่าประเทศที่เครดิตเรตติ้งต่ำเพราะได้รับความเชื่อถือจาก นักลงทุนสูงกว่า ตัวอย่างเช่น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของสิงคโปร์สูงถึง 112% ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศสิงคโปร์อยู่ในฐานะย่ำแย่หนี้สินล้นพ้นตัว แต่กลับได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงสุดของโลก ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะผู้จัดอันดับเครดิตประเมินแล้วเชื่อว่าประเทศนี้ยังมีความสามารถที่จะชำระหนี้ที่ก่อขึ้นได้ ประเทศมีความมั่นคงและมีเสถียรทางการเมือง ประชากรมีคุณภาพและมีการศึกษาสูง มีความสามารถในการแข่งขันพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงของโลกใน ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เงินที่ระดมมา ใช้จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างรายได้ในอนาคตให้กับประเทศโดยปราศจากคอร์รัปชั่นโกงกัน
เพราะฉะนั้น ถ้าประเทศใดขาดปัจจัยสนับสนุนความน่าเชื่อถืออื่นๆ เหมือนสิงคโปร์แล้ว แม้ว่าสัดส่วนภาระหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะต่ำกว่าสิงคโปร์ ก็จะถูกจัดอันดับต่ำกว่าสิงคโปร์ โดยไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือว่าภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดเจนจากการลดอันดับเครดิตของจีนที่เกิดจากการที่ หนี้สินของหน่วยงานของรัฐ และภาคธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจมีกองทุนสำรองระหว่างประเทศใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม แต่เผอิญอันดับเครดิตของจีนอยู่ในระดับสูง แม้จะถูกลดอันดับลงก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนข้างสูง สามารถระดมทุนได้ตามปกติ แม้ว่าจะต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง
แต่ถ้าประเทศใดมีอันดับเครดิตค่อนข้างต่ำอยู่แล้วเกิดถูกลดอันดับเครดิตอย่างจีน ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมรุนแรงกว่าอย่างแน่นอนเพราะเครดิตเรตติ้งยิ่งต่ำ ยิ่งระดมทุนยากขึ้น และต้นทุนทางการเงินจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะถ้าจับพลัดจับผลูถูกลดอันดับลงมาในระดับที่ไม่น่าลงทุนคือระดับ 2B ลงมา
เพราะฉะนั้น ความสามารถในการก่อหนี้ของประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งสูงๆ อย่างสิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหรัฐเอง จึงไม่สามารถจะนำมาใช้กับประเทศที่เครดิตเรตติ้งต่ำกว่า โดยอ้างว่าสัดส่วนภาระหนี้สินต่อจีดีพียังต่ำกว่าประเทศเหล่านั้น
เชื่อผมเถิดครับว่า บรรดาเจ้าสัวดังๆ หลายท่านที่เรารู้จักกันดีว่าร่ำรวยมหาศาลนั้น มีหนี้สินมากกว่าท่านผู้อ่านหรือผมหลายพันหลายหมื่นเท่านัก เอาว่าเราก่อหนี้เท่าที่จำเป็น ในความสามารถที่จะสร้างรายได้ จ่ายดอกเบี้ยคืนเงินต้นดีกว่าไหมครับ อย่าพยายามก่อหนี้ให้เท่าท่านเหล่านี้ n







