
ตลท.-ก.ล.ต. พร้อมรับหุ้นร้อนแรง
บงกชรัตน์ สร้อยทอง เมื่อภาวะตลาดหุ้นไทยโดยรวมตอนนี้ปรับขึ้นมาแรงจนทำสถิติที่ดัชนีสูงสุดในรอบกว่า 23 ปี ก็สร้างความคึกคักในบรรยากาศการลงทุนได้อีกครั้งหนึ่ง ในภาวะที่ตลาดร้อนแรง หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลและเกาะติดการซื้อขายพร้อมรับมือแค่ไหน อย่างไร
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
เมื่อภาวะตลาดหุ้นไทยโดยรวมตอนนี้ปรับขึ้นมาแรงจนทำสถิติที่ดัชนีสูงสุดในรอบกว่า 23 ปี ก็สร้างความคึกคักในบรรยากาศการลงทุนได้อีกครั้งหนึ่ง ในภาวะที่ตลาดร้อนแรง หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลและเกาะติดการซื้อขายพร้อมรับมือแค่ไหน อย่างไร
"เกศรา มัญชุศรี" กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ที่มองว่า ดัชนีหุ้นที่ปรับขึ้นมาในรอบนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะกระแสเงินของต่างชาติที่เริ่มไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย จากที่ครึ่งปีแรกหุ้นไทยขึ้นน้อยกว่าเพื่อนบ้าน เพราะปี 2559 หุ้นไทยปรับขึ้นมากกว่า 20%
นอกจากนั้น หากพิจารณาจากปริมาณการหมุนเวียนของหุ้นสูง (เทิร์นโอเวอร์) ตอนนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล เพราะอยู่ระดับ 60% หรือปรับขึ้นมาจากต้นปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 50% เท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับบรรยากาศซื้อขายหุ้นในอดีตช่วงที่ร้อนแรงหรือเก็งกำไรหุ้นมากๆ เคยสูงถึงระดับ 90-100% ขึ้นไป แล้วตอนนี้ก็มีหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์บัญชีเงินสด (แคชบาลานซ์) ในระดับที่ 1 เท่านั้น
"เมื่อมูลค่าการซื้อขายกลับมา มาตรการรองรับของ ตลท.ก็พร้อมรับมือ และดูจากภาวะตลาดหุ้นโดยรวมแล้วยังไม่พบอะไรที่น่ากังวล" เกศรา กล่าว
สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลท. ยืนยันว่า ภาวะหุ้นตอนนี้ถือว่าเป็นระดับที่ ตลท.รับมือได้ เพราะการกลับมาซื้อขายตอนนี้สังเกตเห็นชัดเจนว่าเป็นแรงซื้อหุ้นจากความต้องการที่แท้จริง เนื่องจากเป็นการเลือกหุ้นที่เข้ามาแบบมีปัจจัย พื้นฐานที่รองรับ และส่วนใหญ่ก็มีแรงซื้อขายในหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่เป็นหลัก
ขณะเดียวกันเชื่อว่ามาตรการที่ฝ่ายกำกับหลักทรัพย์ออกมายังมีการรองรับที่ดี หากในอนาคตภาวะการซื้อขายมีความร้อนแรง เพราะตั้งแต่ที่มีมาตรการสกัดหุ้นที่ร้อนแรงเกินไปออกมา มีทั้งมาตรการเบื้องต้นอย่าง เทรดดิ้งอะเลิร์ต และการคุมเรื่องแคชบาลานซ์ ส่วนใหญ่ก็ยังใช้เกณฑ์บังคับใช้แค่เพียงระดับที่ 2 เท่านั้น ยังไม่เคยมีหุ้นตัวไหนที่ต้องใช้เกณฑ์นี้สู่ระดับที่ 3 เลย
"ที่ผ่านมาหากมีหุ้น 10 ตัว ต้องใช้เกณฑ์คุมด้วยแคชบาลานซ์ 9 ตัว เท่านั้นที่โดนในระดับ 1 ส่วนอีก 1 ตัว อาจจะโดนในระดับที่ 2 ซึ่งสะท้อนให้ เห็นว่าเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้นยังเพียงพอกับการรองรับภาวะตลาดหุ้น ที่มีความผันผวนได้ แสดงว่ายังไม่มีการดื้อยา อีกทั้งตอนนี้ยังไม่มีหุ้นที่เข้าข่ายไม่อนุญาตให้ทำการลงทุนแบบหักกลบลบหนี้ในวันเดียว (Net Settlement)"
สันติ ยังมองว่า การที่ปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนรายบุคคลได้ปรับสัดส่วนลงมาต่ำกว่า 50% ของมูลค่าการซื้อขายโดยรวมทั้งหมดในรอบหลายปี ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณการเทิร์นโอเวอร์ของหุ้นหมุนเวียนไม่สูง และลดโอกาสที่จะเห็นการเก็งกำไรหุ้นลดลง
อย่างไรก็ดี ปกติสิ่งที่ฝ่ายกำกับ ตลท.ยืนยันมาตลอดคือ มาตรการดูแลหุ้นขนาดใหญ่และขนาดเล็กเหมือนกัน เพราะต้องใช้ 3 ปัจจัยในการพิจารณา คือ เทิร์นโอเวอร์ มูลค่าการซื้อขาย และปัจจัย พื้นฐานของแต่ละบริษัทที่สะท้อนราคาอย่างสมเหตุผลหรือไม่
สำหรับเกณฑ์ที่ ตลท.ไว้ดูแล คือ ระดับแรกหากหุ้นใดติดแคชบาลานซ์ ถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งแรกว่าเกิดภาวะการเก็งกำไรที่สูงผิดปกติ โดยเฉพาะ กรณีหุ้นที่ติดแคชบาลานซ์เป็นครั้งที่ 2 ที่จะโดนห้ามใช้หุ้นตัวนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และติดแคชบาลานซ์เป็น ครั้งที่ 3 จะไม่อนุญาตให้ทำการลงทุนแบบหักกลบลบหนี้ในวันเดียว (Net Settlement)
รพี สุจริตกุล เลขานุการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ กล่าวว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์คาดว่าเกิด จากหลายปัจจัยประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นโยบายและมาตรการภาครัฐที่เริ่ม เห็นผล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตลาดทุนไทยมีเงินทุนไหลเข้าน้อยกว่าประเทศอื่นในกลุ่มภูมิภาค
ดังนั้น เมื่อเงินทุนต่างประเทศ ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น จึงทำให้ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นใน อัตราที่สูงกว่าตลาดอื่น โดยในช่วงวันที่ 11-15 ก.ย. 2560 มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 61% ของเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่ต้นปี
สิ่งที่นักลงทุนควรต้องรอติดตามต่อไปคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่จะออกมาว่า สนับสนุนมุมมองทางบวกต่อเนื่องในระยะยาวได้หรือไม่ เพราะเงินทุนที่ไหลเข้าจากต่างประเทศนี้จะไหลไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอ
ดังนั้น การลงทุนจึงควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและพิจารณาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และควรติดตามศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ทั้งบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ บล.ต่างๆ รวมถึงติดตามข่าวสารจากปัจจัยอื่นๆ อาทิ นโยบายทางการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก หรือปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้เสมอ







