
ซีอีโอกังวล ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม
บงกชรัตน์ สร้อยทอง ทุกครึ่งปีสถาบันวิจัยตลาดทุน (CMRI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมมือกับพันธมิตรสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง (ซีอีโอ) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ทุกครึ่งปีสถาบันวิจัยตลาดทุน (CMRI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมมือกับพันธมิตรสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง (ซีอีโอ) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)
ทั้งนี้ ก็เพื่อรับทราบมุมมองจากซีอีโอถึงภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจแนวโน้มการส่งออก การลงทุน การระดมทุน รวมถึงความคิดเห็นต่อประเด็นสำคัญในแต่ละช่วงเวลา
ภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและหัวหน้าสายการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลท. กล่าวว่า ได้รวบรวมข้อมูลวันที่ 30 มิ.ย.-4 ส.ค. บจ.ตอบแบบสอบถาม 119 บริษัท จาก 25 หมวดธุรกิจ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) 38% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (ณ สิ้นเดือน ก.ค.)
จากยอด บจ. ที่เข้าร่วมตอบแบบ สอบถามในครั้งนี้ ถือเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อครั้งก่อนที่มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม 105 บริษัท มีมาร์เก็ตแคปตลาดรวม 35%
ผลสำรวจครั้งนี้ พบว่า ซีอีโอคาดการณ์ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2560 จะปรับตัวดีขึ้นแต่เป็นสัดส่วนจำนวนซีอีโอที่ลดลงมาอยู่ที่ 44% ของซีอีโอทั้งหมด ซึ่งเทียบกับครั้งก่อนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 63% และมองว่าเศรษฐกิจเหมือนเดิมหรือแย่ลงในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
ซีอีโอส่วนมากมองว่าจะเติบโตมากกว่า 3% ซึ่งใกล้เคียงกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
ทว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากนโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐและการท่องเที่ยวที่จะช่วยดันเศรษฐกิจไปได้ แต่สิ่งที่ซีอีโอมีความเป็นห่วงมากคือประเด็นเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว
สาเหตุก็มาจากยังมีปัจจัยเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นแรงกดดันสำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่
หากมองในมุมแนวโน้มอุตสหากรรมที่แต่ละคนดำเนินการอยู่ ซีอีโอก็มองว่าปรับตัวดีขึ้นเช่นเดิม แต่เป็นสัดส่วนที่ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนเช่นกัน โดย สัดส่วนซีอีโอที่มองว่าดีขึ้นเหลือเพียง 45% ของซีอีโอทั้งหมด จากเดิมสูงถึง 63%
กลุ่มที่มองว่าอุตสาหกรรมตัวเองดีขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และสิ่งก่อสร้าง กลุ่มธุรกิจบริการ ธุรกิจการเงิน และสินค้าอุปโภคและบริโภค
แนวโน้มการดำเนินธุรกิจครึ่งปีหลังดีขึ้น แต่มีสัดส่วนการตอบที่ลดลงเมื่อเทียบกับครั้งก่อน และมองการเติบโตของรายได้ลดลง โดยครั้งนี้มีซีอีโอถึง 62% คาดว่ารายได้จะเติบโตน้อยกว่า 6%
มีซีอีโอเพียง 25% เท่านั้น ที่มองว่ารายได้บริษัทจะเติบโตมากกว่า 9% ซึ่ง "ภากร" ให้มุมมองว่า ประเด็นนี้ต้องพิจารณาเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก
เนื่องจาก เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตนั้นส่งผลให้บางอุตสาหกรรมเติบโตได้ดีมากและบางอุตสาหกรรมเติบโตได้น้อย
"ปัจจัยที่ซีอีโอมองว่าจะกระทบต่อการดำเนินงานครึ่งปีหลัง คือ ต้นทุนแรงงาน ราคาวัตถุดิบและพลังงานที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ รวมถึงการจ้างงาน แต่สิ่งที่ซีอีโอเลือกที่จะดำเนินการคือการปรับประสิทธิภาพในการดำเนินทั้งการผลิตและแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้า รวมถึงให้ความสำคัญกับการหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น แทนการที่จะเลือกช่องทางปรับราคาสินค้าขึ้นรวมถึงให้ความสำคัญเรื่องกลยุทธ์ด้านราคาและการขยายตลาดส่งออก หรือทำการตลาดเฉพาะเจาะจง" ภากร กล่าว
ทั้งนี้ ทุกครั้งที่มีการสำรวจ สิ่งที่ซีอีโอมองว่าเป็นปัญหาต่อเนื่องในหลายครั้งคือ ความกังวลเรื่องกำลังซื้อภายในประเทศที่ลดลงและปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
นอกจากนั้นในคำถามปลายเปิดที่ให้ซีอีโอตอบมาเพิ่ม ก็ยังมีประเด็นความกังวลในเรื่อง ระบบข้าราชการยังไม่สนับสนุนต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและธุรกิจ การมีกฎระเบียบที่มากเกินไปทำให้ดำเนินธุรกิจไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งภาครัฐขาดความชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
เรื่องของสภาพคล่องประเด็นที่บริษัทประสบปัญหามากที่สุดคือ ยอดขายที่ลดลงจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และประเด็นใหม่ที่เพิ่งมีในการสำรวจครั้งนี้คือ กังวลการจ่ายชำระหนี้คืนของลูกค้าจากหนี้การค้า ตรงข้ามกับที่หลายฝ่ายคิดว่าบริษัทจะมีปัญหาเรื่องของสภาพคล่องหรือการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ
จากผลสำรวจระบุว่าถ้าบริษัทจะขยายการลงทุนในรอบ 1 ปีข้างหน้า จะเน้นการนำกำไรสะสมของกิจการมาใช้ก่อนเป็นลำดับแรก รองลงมาคือใช้วิธีการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และการออกหุ้นกู้
แผนที่จะลงทุนเพิ่มและวางแผนควบรวมกิจการหรือร่วมลงทุน มีการมองทั้งในต่างจังหวัดและต่างประเทศ ซึ่งจุดหมายการลงทุนที่สนใจมากที่สุดคือกลุ่มประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น จีน ยุโรป สหรัฐ ตามลำดับ
ทั้งนี้ ผู้ตอบที่มีธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกถึง 43% และมีรายได้รายได้จากการส่งออกมากกว่า 25% ของรายได้รวมบอกว่า รอบ 1 ปีข้างหน้ามีแผนที่จะขยายตลาดส่งออก โดยมีมุมมองของซีอีโอ 46% มองว่าทิศทางการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ 42% มองว่าจะอยุู่ในระดับเดิม และมีการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนค่าเงินถึง 54% ทั้งทำเฮดจิ้งค่าเงินและบริหารค่าเงินแบบธรรมชาติที่มีการนำเข้าสินค้ามาผันแปรตามการส่งออก
ก็ต้องดูกันว่ามุมมองซีอีโอจะช่วยสะท้อนเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือกำไรของ บจ.ได้หรือไม่ n







