ลี วิรัก ผู้ปั้นการศึกษากัมพูชา
ปิยนุช ผิวเหลืองการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของประเทศกัมพูชา ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศตระหนักถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยทักษะทางด้านภาษาเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของตลาดแรงงาน เพราะมีธุรกิจนานาประเภทลงทุนโดยผู้ประกอบการต่างชาติ
ปิยนุช ผิวเหลือง
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของประเทศกัมพูชา ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศตระหนักถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยทักษะทางด้านภาษาเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของตลาดแรงงาน เพราะมีธุรกิจนานาประเภทลงทุนโดยผู้ประกอบการต่างชาติ
ลี วิรัก ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้ง เลิร์นนิ่ง จังเกิล (Learning Jungle) กัมพูชา เลิร์นนิ่ง จังเกิล เป็นสาขาโรงเรียนในเครือนานาชาติจากประเทศแคนาดา โดยใช้หลักสูตรการเรียนการสอนเดียวกัน
ลี มีโอกาสได้รับทุนการศึกษาสาขาบริหารธุรกิจ (MBA) ในประเทศไทยและฝรั่งเศส และศึกษาต่อปริญญาโทด้านการเงินที่ประเทศแคนาดา ด้วยความรักในการเรียน เมื่อจบการศึกษาและเดินทางกลับประเทศกัมพูชา จึงตัดสินใจสร้างธุรกิจด้านการศึกษาเป็นของตนเอง
"ผมต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคส่วนการศึกษาในประเทศ" ลี กล่าว โดยแม้ว่าความรู้ และความสามารถที่เขาได้รับจากการศึกษาในต่างแดน ทำให้เขาสามารถทำงานในตำแหน่งระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐได้ แต่เขาเลือกจับธุรกิจด้านการศึกษา เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า ซึ่งการเปิดธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่มีคุณภาพในกัมพูชา เป็นการพัฒนาประเทศ ด้านบุคลากร เป็นการวางพื้นฐานความรู้ให้กับเยาวชนก่อนการก้าวสู่วัยทำงาน
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อการศึกษาในประเทศกัมพูชาดี ส่งผลให้เกิดพลเมืองคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจในประเทศจึงค่อยๆ พัฒนาไปดียิ่งขึ้น ดังนั้นการศึกษาคืออนาคตของประเทศ
ลี กล่าวว่า ความท้าทาย 3 ประการของการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติในกัมพูชา ประการแรกคือการกำหนดราคาค่าเล่าเรียนที่เหมาะสม ต้องกำหนดให้ไม่ต่ำจนทำให้ระบบการศึกษาไม่มีคุณภาพ หรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ แต่ต้องไม่สูงจนผู้ปกครองในกัมพูชาไม่สามารถส่งลูกเข้าศึกษาได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ยากต่อการขยายสาขาเพิ่มเติมในอนาคต
ประการที่ 2 คือ การสรรหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทั้งครูและพนักงานด้านอื่นๆ โดยทรัพยากรบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนจึงต้องค้นหาบุคลากรและทีมงานที่มีคุณวุฒิเหมาะสม อีกทั้งสอดคล้องกับโครงสร้างค่าเล่าเรียนด้วย
สำหรับความท้าทายประการที่ 3 คือ การสร้างให้โรงเรียนเป็นที่รู้จัก หรือการสร้างแบรนด์ของโรงเรียน โดยเลิร์นนิ่ง จังเกิล ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 ซึ่งการก่อตั้งในปีแรกโรงเรียนยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ในปัจจุบันก้าวสู่ 1 ใน 10 โรงเรียนที่ดีที่สุดในกัมพูชา
ลี ได้แบ่งปันประสบการณ์การเริ่มต้นธุรกิจแก่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ว่า สิ่งแรกที่ต้องเตรียมตัวหากต้องการมีธุรกิจของตนเองคือ การรับมือกับความท้าทายและอุปสรรคซึ่งต้องรู้จักตลาดของตน และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน นอกเหนือจากนี้ต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รับรู้ข่าวสารทั่วโลก ฝึกนิสัยรักการอ่าน ควรมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินบ้างเพราะทำให้เข้าใจความเป็นไปของธุรกิจโลก สิ่งสำคัญที่สุดต้องมีแรงบันดาลใจ และแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ธุรกิจนั้น นั่นคือความรักในธุรกิจที่ตนเองทำ
"เป็นความโชคดีที่ผมเกิดในครอบครัวนักธุรกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าธุรกิจโรงเรียนเราเติบโต และเราต้องการรักษาคุณภาพทางการศึกษาในเลิร์นนิ่ง จังเกิล" ลี กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต เลิร์นนิ่ง จังเกิล ต้องการขยายสถาบันการศึกษาสู่ระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนานาชาติหลายแห่งต่อไป


