
คำถามบริสุทธิ์ของเด็กน้อย
ปัญหามากมายที่อยู่รอบตัวจนเกิดการถกเถียงว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิดในสังคมที่อุดมด้วยความเห็นแห่งอารมณ์
โดย ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ปัญหามากมายที่อยู่รอบตัวจนเกิดการถกเถียงว่า สิ่งนั้นถูกหรือผิดในสังคมที่อุดมด้วยความเห็นแห่งอารมณ์ การไล่ล่าในออนไลน์ ส่วนใหญ่เกิดจากมุมมองที่ขัดแย้ง ยึดทิฐิ เชื่อมั่นในความคิดตนเป็นใหญ่ สุดท้ายปั่นกระแสความเกลียดชังนำมาห้ำหั่นเป็นความรุนแรง ชกต่อย เรื่อยไปถึงเป็นม็อบขับเคลื่อน
หลายเรื่อง ที่สุดแล้วไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่เป็นผลจากความหมั่นไส้ที่ต้องการเอาชนะคะคานกัน เมื่อกลับมามีสติ เพ่งพินิจเรื่องนั้นๆ อย่างตรึกตรอง ล้วนมีคำตอบจากที่มาที่ไปที่อธิบายได้ ไม่ต้องมาซับซ้อน ซ่อนเงื่อน หรือถูกปรุงรสใส่สีตีไข่จนมองเห็นแต่เปลือกปิดทับแก่นสารข้างใน
ถ้าคำถามของสังคมบางเรื่อง สามารถตอบเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ เช่น 1+1=2 3x3 ได้ 9 หรือใส่คอมพิวเตอร์ให้มันประมวลผลออกมา มันก็คงจะจบและได้ข้อยุติง่ายๆ ไม่ต้องมาขยายปมบานปลายเกิดวาทะ Hate Speech จนสร้างความแตกร้าว
แน่ล่ะ...การถกแถลงทำให้เกิดปัญญา แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขคุยกันด้วยเหตุผล เปิดกว้างรับฟังกันอย่างจริงจัง ให้โอกาสพูดอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ใครเสียงดัง มีอำนาจ พูดกรอกหูอยู่ฝ่ายเดียว แต่ทุกวันนี้สังคมรอบตัวมีความอดทนต่ำเสียเหลือเกิน ดราม่าสาดโคลน ใครโด่งดังมีตัวตนในออนไลน์ก็ยิ่งสถาปนาความเป็นเซเลบจอมปลอมได้ไม่ยาก
วามซับซ้อนปนการปรุงแต่งของเรื่องราวต่างๆ ผ่านการมองด้วยรสนิยมชีวิตของผู้คนที่ไม่เหมือนกัน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมคนละแบบ วัตถุชิ้นเดียว จึงถูกมองในมุมที่แตกต่างกัน ยากที่จะบังคับให้เขาหรือใครต้องคิดเหมือนเรา กระทั่งไปตัดสินคนนั้นว่า คิดผิด ทำไมคิดได้แค่นี้ แล้วสิ่งที่เราคิด ถูกจริงอย่างที่เราเชื่อแล้วหรือ ก็ไม่ใช่อีก มันไม่ใช่โจทย์วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบชัดเจน
เหนืออื่นใดสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ เบื้องหลังความคิดเขามาจากเหตุผลอะไร ถ้าได้รู้ บางทีเราอาจเข้าใจเขาได้อย่างเป็นระบบและถ่องแท้ขึ้น
เสียงก่นด่าโต้แย้งด้วยอารมณ์โกรธเกรี้ยวที่มากขึ้นในปัจจุบัน จนพูดกันว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” มันทำให้ผมชอบที่จะนึกถึงคำถามใสๆ ไร้เดียงสาของเด็กๆ ผมเชื่อว่า คนเป็นพ่อแม่ที่อยู่กับลูกเล็กมักเจอคำถามแปลกๆ ทุกวัน เหมือนที่ลูกผมในวัยเกือบ 5 ขวบ ชอบถามเวลาที่เราเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง หรือเขาเห็นสิ่งนั้นจนเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมา
ท้องเรื่องหนึ่ง มาจากตอนฝนตกหนัก ผมบ่นว่า เดี๋ยวน้ำก็ท่วมอีก เจ้าหนูนั่งอยู่ในรถกับผมถามขึ้นมาว่า “ทำไมฝนถึงใจดี มาล้างรถให้พ่อด้วย” การจะอธิบายคำถามนี้ ถ้าจะตอบให้ตลกก็ไม่ยาก แต่ถ้าจะอธิบายด้วยเหตุผลก็ต้องเล่าด้วยวิชาความรู้ว่า มันไม่ใช่เรื่องใจดี แต่เป็นฤดูของมัน ประเทศไทยจะมีฤดูร้อน ร้อนมาก ฤดูหนาว และฤดูฝน บางทีจะตกหนักถึงขั้นมีพายุ ฝนมาแรง
หลายครั้ง คำถามของเจ้าหนูเกิดขึ้นในรถ ที่พ่อแม่มักใช้เวลาช่วงรถติดสนทนากัน ตอนนั้นเล่าไปว่า ถ้าฝ่าฝืนกฎจราจร ใครไม่ใส่หมวกกันน็อกจะถูกจับ และปรับเสียเงิน ดังนั้น ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด ไฟแดงต้องหยุด ก็เจอคำถามกลับมาว่า “แล้วที่นั่งมอเตอร์ไซค์ 2 คน แต่ใส่หมวกแค่ 1 คน โดนจับไหม” “แล้วถ้าตำรวจทำผิดจะติดคุกไหม” เลยตอบไปว่า กฎหมายบังคับใช้กับทุกคน ใครทำผิด ถูกจับหมด ยิ่งตำรวจเป็นคนรักษากฎหมาย ถ้าทำผิดอาจถูกทำโทษหนักกว่าคนทั่วไป
อีกคำถามเรื่องการข้ามถนน เจ้าหนูเห็นหมาวิ่งข้ามแล้วก็สงสัยว่า “ทำไมหมาไม่ข้ามสะพานลอยจะได้ปลอดภัย” ...เอ่อน่าคิด จะอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างหมากับคนแบบไหนดีให้เข้าใจง่ายๆ ทำไมคนถึงคิดได้และรู้กฎเกณฑ์ แต่หมาคิดไม่ได้ คำถามบริสุทธิ์เหล่านี้ชวนให้ผมนึกภาพ หมาถูกรถชนนอนอืดตายข้างถนนเยอะแยะ ถ้ามีระบบอะไรบางอย่างให้มันข้ามถนนได้ ก็น่าช่วยชีวิตมันได้มาก
อีกครั้งผมเล่าเรื่องคนทำดีไปสวรรค์ ทำชั่วตกนรก กระทะทองแดง เจ้าหนูเลยย้อนถามว่า “แล้วทำไมคนเราต้องเสียชีวิต” ก็คิดอยู่นานจะอธิบายอย่างไร บางทีอย่างที่บอก มันเป็นคำถามที่เราๆ ท่านๆ รู้อยู่แล้ว สุดท้ายบอกไปว่า เราทุกคนก็ต้องเกิดแก่เจ็บตาย อย่างหนู เดี๋ยวก็โตขึ้น สูงขึ้น เหมือนพ่อเหมือนแม่ และก็จะอายุมากขึ้นเหมือนตายาย ที่สุดก็ต้องจากลาไปตามธรรมชาติ
คำถามพื้นๆ มากมายของเด็ก ทำไมถึงต้องมีโลก ทำไมต้องมีคนขายพวงมาลัย ทำไมน้ำถึงท่วม ทำไมพ่อแม่ต้องทำงานหาเงิน กว่าจะตอบได้ก็ไม่ง่ายเหมือนคำถาม บางเรื่องก็จุกเพราะมันเสียดแทงปัญหาสังคม บางเรื่องเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ตก พอได้อธิบายทำให้เรากลับมานึกถึงที่มาของปัญหาเหล่านี้ที่ยังดำรงอยู่มาช้านาน และยังนานต่อไป ทั้งหมด ไม่ต้องใช้ความเห็นมาแก้ปัญหา หรืออ้างเหตุผลที่สลับซับซ้อนจนวุ่นวาย อย่างที่ถูกปรุงแต่งเหมือนสังคมดราม่าตอนนี้







