
ภาษีจากบาปกรรมภายใต้มโนทัศน์รัฐแม่นม
หลังจากเลิกเหล้าเลิกบุหรี่มานานหลายปีแล้ว ผมไม่ได้สนใจเรื่องขึ้นภาษีอะไรพวกนี้อีกเพราะไม่ได้เดือดร้อน แต่แล้ววันนี้เกิดสงสัยเรื่องคำว่า “ภาษีบาป”
โดย กรกิจ ดิษฐาน
หลังจากเลิกเหล้าเลิกบุหรี่มานานหลายปีแล้ว ผมไม่ได้สนใจเรื่องขึ้นภาษีอะไรพวกนี้อีกเพราะไม่ได้เดือดร้อน แต่แล้ววันนี้เกิดสงสัยเรื่องคำว่า “ภาษีบาป” ว่ามันเป็นมายังไง ได้ยินคนโวยวายมาหลายพักแล้วว่าเป็นนโยบายอิงจริยธรรมทางศาสนาที่เบียดเบียนเสรีภาพในการตัดสินใจของเสรีชน (ผู้ใคร่จะดื่มและสูบโดยไม่ได้ไปขอเงินใคร) แต่พอค้นๆ ไปค้นมาปรากฏว่าภาษีบาปคำนี้ชักจะไม่เกี่ยวกับศาสนาซะแล้ว โดยเฉพาะศาสนาพุทธอย่างที่ใครยกมาถล่มอยู่บ่อยๆ
คำว่า ภาษีบาป มาจากคำว่า Sin tax ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าที่ดูท่าว่าจะเป็นอันตรายต่อสังคม จึงมีอีกชื่อว่า Discouragement tax (ภาษีบั่นทอนกำลัง) ตั้งแต่เหล้า บุหรี่ การพนัน จนถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก ไม่ใช่เพราะของเหล่านี้เป็นบาปในทางศาสนา แต่เป็นบาปต่อสุขภาพมากกว่า พอพะยี่ห้อว่า “บาป” ทำให้คนเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับศาสนา ทั้งๆ ที่ประเด็นโต้เถียงอยู่ที่การเสพเหล้าและบุหรี่ (รวมถึงเครื่องดื่มหวานแสบไส้) เป็นทางเลือกส่วนบุคคล (จะเสพจะป่วยก็เรื่องของฉัน) หรือเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุขโดยรวมกันแน่ (ก็คุณเสพแล้วป่วยรัฐต้องจ่ายเงินช่วยนี่)
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า นิยามความเป็น “บาป” ในยุคก่อนโมเดิร์นต่างจากยุคโมเดิร์น เพราะบาปไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป ไม่ใช่การเบียดเบียนที่ให้ผลลัพธ์แบบตัวต่อตัว แต่มันเป็นความผิดที่ส่งผลต่อผู้อื่นในวงกว้างในทำนองลูกโซ่ เช่น คนคนหนึ่งสูบบุหรี่ อีกคนไม่ได้สูบแต่ดมควันเข้าไปด้วย ต่อมาล้มป่วยด้วยกันทั้งสองคน ทำให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาคนถึง 2 คน โดยไม่จำเป็น แทนที่จะป่วยคนเดียวเพราะสูบคนเดียว หรือไม่ก็ไม่มีใครป่วยเลย
อันที่จริงแล้วการสูบบุหรี่ไม่ได้กระทบแค่คนสองคน แต่เป็นผลพวงในระดับที่กว่านั้นมาก ในที่นี่เป็นเพียงตัวอย่างพอให้เห็นภาพ
ด้วยเหตุนี้ รัฐจะต้องแทรกแซงเสรีภาพในการเสพของปัจเจกบุคคล เพราะการเสพของพวกเขามิได้ปลอดภัยต่อคนหมู่มากอีกต่อไป อีกทั้งยังเป็นปัจจัยบั่นทอนงบประมาณในการดูแลสวัสดิภาพของประชาชน
วิธีคิดที่ว่ารัฐต้องเสียเงินและเวลาดูแลคนเสพสินค้าอันตราย คือ แนวคิดรัฐแม่นม (Nanny state) คือ รัฐที่เป็นห่วงแทนประชาชนว่า ไอ้นี่มันอันตราย จงอย่าเสพตามใจชอบ เพราะมันบั่นทอนสวัสดิการสังคม ก็คือ เงินภาษีของทุกคนนั่นแหละ
รัฐที่ห่วงใยใส่ใจแบบนี้ดูเหมือนจะดี แต่ต้องดูนิสัยใจคอคนในชาติด้วย สำหรับคนไทยนั้นผมว่าอย่าไปห่วงแทน เพราะมีความเป็นตัวเองสูง อีกทั้งประชาชนยังไม่ไว้ใจการเก็บ/ใช้ภาษีของรัฐที่ฉ้อฉลติดระดับท็อป และคิดว่าการเก็บภาษีบาป หมายถึง ภาวะการคลังที่ใกล้จะถังแตกแล้ว
คำถามอยู่ที่คนเสพ “สินค้าบาป” เป็นจำนวนมาก สุดท้ายแล้วป่วยจนเป็นภาระของรัฐมากแค่ไหน? คุ้มหรือไม่ที่จะเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูง? และเทียบกับคนที่ทั่วไปที่ไม่ได้กินเหล้าสูบบุหรี่แต่ป่วยด้วยโรคร้าย คิดแล้วมีอัตราส่วนมากกว่าหรือน้อยกว่าคนเสียภาษีบาปเท่าไร? คำตอบของคำถามนี้ผมไม่รู้ ใครรู้ช่วยบอกหน่อย ผมจะได้ตาสว่าง
อีกประเด็น คือ ภาษีบาปยุติธรรมกับคนมีรายได้น้อยแต่อยากจะเสพเหล้าบุหรี่หรือไม่? หรือรัฐคิดแทนคนจนว่าไม่ควรเสียเงินไปกับของพวกนี้ สู้เก็บเงินสร้างตัวจะดีกว่าอะไรเทือกนั้น? แต่ว่าการทำแบบนี้ไม่เป็นการเบียดบังความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของคนหาเช้ากินค่ำหรอกหรือ?
ปัญหาก็คือในยุคของเจฟเฟอร์สัน (ปีที่เขียน 1823) เขายังเห็นว่าวิสกี้และน้ำตาลยังเป็นของดีต่อสุขภาพ แต่วันนี้คนเห็นเหล้ากับน้ำตาลเป็นภัยเสี่ยงหากเสพมากเกินไป และแน่นอนว่ามันเป็นภาระของระบบสาธารณสุขด้วย
อย่างที่เรารู้กันว่าหมอและพยาบาลในเมืองไทยทำงานตัวเป็นเกลียว หากไม่ได้ป่วยอะไรรุนแรงและพอรักษาพยาบาลกันเองได้ ก็ควรเรียนวิธีรักษาพยาบาลเบื้องต้นกันเอาไว้ ไม่ใช่แค่ปวดหัวเพราะตากฝนก็วิ่งไปหมอ และที่สำคัญหากรู้ตัวว่าสิ่งที่กำลังทำเป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ควรจะเบามือลง ไม่ใช่ว่าชีวิตของเรา เราจะทำอะไรตามใจก็ได้ เพราะชีวิตของทุกคนนั้นแท้จริงผูกติดกับนโยบายและงบประมาณรัฐด้วย
มีคำถามเยอะแยะเต็มไปหมดที่ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะคนทั่วโลกยังเถียงเรื่องนี้กันอยู่ ไม่เฉพาะแต่ในไทยเท่านั้น







