
ประชาพิจารณ์โปร่งใส
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปรากฏข่าวประชาชนออกมาต่อต้านโครงการก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่ของตัวเอง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปรากฏข่าวประชาชนออกมาต่อต้านโครงการก่อสร้างต่างๆ ในพื้นที่ของตัวเอง โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ออกมาต่อต้านการจัดทำประชาพิจารณ์ ซึ่งให้เหตุผลว่า จัดทำขึ้นโดยไม่โปร่งใส กรณีในทำนองที่กล่าวมา ทำให้เกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประชาพิจารณ์
แรกเริ่มเดิมที ประชาพิจารณ์ ซึ่งหมายถึง กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่องที่มีผลกระทบต่อผู้ที่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ให้มีโอกาสรับทราบข้อมูลโดยละเอียด แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลต่อโครงการหรือนโยบายนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม รวมถึงการทำประชาพิจารณ์ เป็นการดำเนินกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นทางการ ตามระเบียบราชการ
จุดมุ่งหมายของการทำประชาพิจารณ์ ถูกคิดขึ้นโดยวางเป้าหมายหลายด้าน เช่น เพื่อช่วยให้การตัดสินใจของรัฐในการอนุมัติงบประมาณจัดสร้าง หรือการเปิดช่องทางให้เอกชนเข้าไปดำเนินการสอดคล้องกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เพื่อลดความขัดแย้งจากการตัดสินใจของรัฐ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอกับประชาชน เป็นทางเลือกในการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการตัดสินใจของรัฐ ที่ก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดสมัยใด ประชาชนก็ยังออกมาคัดค้านการประชาพิจารณ์กันอยู่ อย่างล่าสุดกรณี บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ เช่าพื้นที่สาธารณะห้วยเม็ก บ้านหนองแต้ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รวม 31 ไร่ 2 งาน ใช้เป็นที่กักเก็บน้ำสำหรับโรงงานน้ำดื่มและเครื่องดื่ม ซึ่งถูกท้วงติงว่าการจัดเช่าพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์ที่ไม่โปร่งใส ก็กลายเป็นตัวอย่างของปัญหาเรื่องการดำเนินการที่ไม่โปร่งใส จนในที่สุดก็กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประชาพิจารณ์โครงการต่างๆ นั้นถูกมองว่า จัดทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ ซึ่งรัฐได้ตัดสินใจไปแล้ว แต่ต้องจัดทำเพราะกฎหมายบังคับ แต่การดำเนินการมีการกีดกันกลุ่มที่มีความเห็นคัดค้านโครงการไม่ให้เข้ามาร่วมในการทำประชาพิจารณ์ จนเกิดเหตุวุ่นวาย ดังที่เห็นได้จากข่าวอยู่เนืองๆ รวมถึงถูกมองว่า กลายเป็นเครื่องมือการประชาสัมพันธ์การตัดสินใจของรัฐ เพราะกระบวนการตัดสินใจ ไม่ได้อาศัยข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่าย
ขณะเดียวกันที่ผ่านมา รูปแบบการประชาพิจารณ์ที่ไม่โปร่งใส ยังพบเรื่องของการแอบอ้างใช้ชื่อแสดงความต้องการในใบประชาพิจารณ์ แสดงความต้องการโครงการต่างๆ จนมีการแจ้งความเอาผิดกับขบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ปลอมให้เห็นมาแล้ว กรณีนี้นับเป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสงสัยหรือชวนให้คิดว่า ประชาพิจารณ์นั้นกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ผู้ที่ได้ประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เคยออกมาให้คำจำกัดความประชาพิจารณ์ว่า ถ้ารัฐจะทำอะไรที่กระทบต่อส่วนได้เสียของประชาชนหรือชุมชน ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รู้ข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผล และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นได้ หากมีผลร้ายแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็จะต้องศึกษาหาทางแก้ไขเสียก่อน ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ไม่กระทำ จะคำนึงถึงแต่ประโยชน์ส่วนรวมของรัฐ โดยไม่สนใจในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลหรือชุมชนดังเช่นที่เคยทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่ได้อีกแล้ว
อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลหวังให้การจัดทำประชาพิจารณ์พ้นจากข้อครหาว่าเป็นเพียงพิธีกรรมในการสร้างความชอบธรรมในโครงการของรัฐ โดยไม่ต้องกลับมารับผิดชอบถึงความล้มเหลวในแง่ต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทางที่ดีรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องการทำประชาพิจารณ์ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ อย่ามองการคัดค้านเป็นเพียงเสียงของผู้เสียผลประโยชน์ ไม่อย่างนั้น ประเทศจะไม่สงบสุข







