
3 พรรคชี้โรดแมปสับสน ไม่ฟันธงเลือกตั้ง’61
ในเวทีเสวนา "โรดแมปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง"
โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ในเวทีเสวนา "โรดแมปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง" ที่จัดขึ้นโดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชน ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับสูง รุ่น 7 (บสส. 7) ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับทิศทางและอนาคตของประเทศไทยว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ตามโรดแมปที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช.ที่วางไว้ปลายปี 2561
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาดังกล่าวมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย องอาจ คล้าม ไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วม ซึ่งต่างแสดงความเห็นเรื่องโรดแมปการเลือกตั้งว่ายังไม่ชัดเจน จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 หรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งประกาศความชัดเจนออกมา
คุณหญิงสุดารัตน์ ประเมินว่า การเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2561 นั้นเป็นเรื่องยากที่จะตอบและบอกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะไม่มีใครออกมายืนยันว่ากฎหมายลูกต่างๆ จะ ออกมาครบถ้วนเมื่อใด จึงอยากให้มีความชัดเจนถึงกำหนดการวันเลือกตั้ง และคิดว่าถ้าจะอยู่ยาวอย่างไรก็บอกให้ชัดเจนว่าจะอยู่หรือไม่ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่นักการเมือง แต่จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ในเมื่อประเทศอยู่ในระบบการปกครองแบบพิเศษ การติดต่อค้าขายกับนานาประเทศจึงอาจมีปัญหาได้
"นักธุรกิจเขาจะได้รู้ว่าเขาลงทุนต่อได้หรือไม่ เพื่อคู่ค้าทางธุรกิจจะได้รู้ได้ทราบรายละเอียดคงไม่มีใครว่าอะไร อาจทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุนภายในประเทศ เพราะนักการเมืองไม่เดือดร้อน แต่คนที่เดือดร้อนคือประชาชน โดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งกับนักการเมืองที่มาจากการ ยึดอำนาจ อะไรจะสามารถที่ตรวจสอบได้กว่ากัน ซึ่ง นักการเมืองก็แค่ปรับตัวแค่นั้น" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ ย้อนเหตุการณ์ตั้งแต่การรัฐประหารเกิดขึ้นมาว่า รัฐบาลประกาศว่าจะเลือกตั้งในปีที่ 1 ของการรัฐประหาร แต่สุดท้ายการเลือกตั้งก็เลื่อนมาตลอด จึงเป็นเรื่องลำบากว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งไปอีกหรือไม่เพราะต่างรอกฎหมายลูกเสร็จ ที่สำคัญไม่มีใครกำหนดให้ชัดเจนว่ากฎหมายจะเสร็จตอนไหน จึงยังไม่สามารถระบุวันเลือกตั้งได้ ซึ่งความยากลำบากถ้าไม่มีเลือกตั้งต้องถามประชาชน
ขณะที่ "องอาจ" ให้ความเห็นว่า แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นมาเมื่อใด เพราะแม้แต่ผู้มีอำนาจยังอยู่ในภาวะสับสน จนทำให้ทุกอย่างในบ้านเมืองสับสนไปด้วย ความไม่แน่นอนไม่ได้เกี่ยวกับใครแต่เป็นเรื่องของบ้านเมือง โรดแมปการเลือกตั้งจะไปในทิศทางใด ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐธรรมนูญเพราะมีการกำหนดไว้ชัดเจน ส่วนตัวมองว่าท้ายที่สุดแล้วการเลือกตั้งควรเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2561
"แม้แต่นายกรัฐมนตรี ยังบอกไม่ได้จะเลือกตั้งวันไหนและจะทำได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้นายกฯ กล่าวถึงการเลือกตั้งมาแล้วถึง 3 ครั้ง ว่าในประเทศต้องเกิดความปรองดอง เพราะถ้าบ้านเมืองยังมีความขัดแย้งวุ่นวาย การเลือกตั้งก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะความปรองดองเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ รวมไปถึงความชัดเจนจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความพร้อมของกฎหมาย" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
ด้าน "อนุทิน" แสดงความเชื่อมั่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ให้สัญญาคงต้องรักษาสัญญา และมั่นใจในความเป็นชายชาติทหาร หากไม่รักษาสัญญาตามที่ให้ไว้เชื่อว่าน่าจะมีแรงกดดันต่างๆ อีกมากมาย ส่วนตัวคิดและเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้อยากสืบทอดอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญต่างหากที่เปิดโอกาสให้และคนที่มาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อถึงเวลาเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยก็ควรจะเก็บของกลับบ้าน อย่าเป็นปลาสองน้ำ
อนุทิน ยังระบุถึงข้อเสนอให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมานั้น โดยให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวคิดว่าถ้าสูตรรัฐบาลแห่งชาติออกมาแบบนี้ก็พร้อมจะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่คิดว่ายังไงก็เป็นไม่ได้ที่จะมีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติตามสูตรนี้ ทั้งนี้พรรคการเมืองมีความพร้อมเลือกตั้งตลอดเวลาเพื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้ง
"ส่วนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วไม่ได้อยู่ที่ คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนพร้อมใจกันมีฉันทานุมัติอะไรก็ฝืนการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศ จึงเชื่อว่าถ้าการเลือกตั้งไม่เกิดปี 61 ก็คงเกิด 62 ถ้าไม่เกิดเลยก็ตัวใครตัวมัน แต่เชื่อว่าปี 61 หากมีการเลือกตั้งจะดีที่สุด และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะรักษาสัญญา" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว
ในขณะที่ "ปริญญา" มองว่า เชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะมีการเลือกตั้งได้หรือไม่ก็คงต้องอยู่ที่ประชาชนว่าอยากจะให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ หรือถ้าประชาชนอยู่เฉยๆ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า หากร่างกฎหมายลูกไม่เสร็จ จะต้องทำอย่างไรต่อ ถ้าหากไม่อยากให้มีการเลือกตั้งปี 2561 ในเมื่อโรดแมปเขียนไว้หมดแล้ว ถ้าเป็น คสช. จะด้วยเจตนาดีต่อบ้านเมืองว่า ยังไม่ปรองดอง หรือต้องการอยู่ต่อก็ตาม คือการทำให้กฎหมายลูกไม่ผ่านสักฉบับ จะทำให้โรดแมปขยับไปอีก 1 ปี เพราะบทเฉพาะกาลไม่ได้เขียนไว้ถ้าไม่ผ่านต้องทำอย่างไร
ปริญญา กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมืองที่ต้องฟื้นความศรัทธาประชาชนของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยกลับมา หากเกิดการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างจะไม่ย้อนไปเหมือนเหตุการณ์วันที่ 22 พ.ค. 2557 หรือเกิดปัญหาขึ้นมาให้ทุกอย่างจบอยู่ในสภา ดังนั้นก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อย และเสียงข้างมากต้องไม่เกิดการพวกมากลากไป n







