
แรงกดดัน ต่อการลดดอกเบี้ย
กลายเป็นประเด็นขึ้นมาพอสมควร หลังจากที่ปลัดกระทรวงการคลังออกมาให้ความเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน
โดย ดร. สมชัย อมรธรรม & ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย
กลายเป็นประเด็นขึ้นมาพอสมควร หลังจากที่ปลัดกระทรวงการคลังออกมาให้ความเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ควรปรับดอกเบี้ยนโยบายลงจากระดับ 1.50% ในปัจจุบัน การที่ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นมาค่อนข้างมากในปีนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความต้องการช่วยกระตุ้นการเติบโต มักจะเป็นเหตุผลที่มาใช้ประกอบความเห็นว่า กนง.ควรลดดอกเบี้ย จึงขอใช้พื้นที่นี้มาพิจารณาแต่ละปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น
ในด้านค่าเงินบาท อาจเป็นประเด็นที่กังวลมากที่สุด มอง 2 ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 7% กว่าในปีนี้ ได้แก่ การที่ค่าเงินยูโร แข็งค่าขึ้น 13% และการที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้จริงๆ แล้ว น่าจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้มากกว่า 7% เสียด้วยซ้ำ และหากมองไปในอนาคต ทั้งสองปัจจัยนี้ยังคงอยู่ แต่ความเร็วของการแข็งค่าของยูโรน่าจะชะลอลงบ้าง ทำให้การแข็งค่าของเงินบาทชะลอด้วย แต่ถือว่ายังแข็งค่าขึ้น
ถามว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แล้วธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้ทำอะไรเลย? คำตอบก็คงต้องบอกว่า "ไม่ใช่" การที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 17% ในปีนี้ เปรียบเสมือนการสร้างความต้องการขายบาทขึ้นมา ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้พอสมควร
ทั้งนี้ หากจะมองไปในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีก่อน เห็นเพียงแค่อินโดนีเซียที่มีเงินทุนสำรองเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประเทศไทย ถือได้ว่า ธปท.ก็ได้เข้ามาช่วยดูแลในส่วนนี้มากพอสมควรแล้ว
ในด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวจากภัยแล้งในปีก่อน ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลง ซึ่งแรงกดดันในส่วนนี้จะค่อยๆ หมดไป และอัตราเงินเฟ้อน่าจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า (แต่เงินเฟ้ออาจจะปรับลดลงอีกในช่วงปลายปีนี้จากผลของฐานน้ำมันที่สูงในปลายปีก่อน)
แต่ปัญหาเงินเฟ้อต่ำอีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ธีมใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือ เรื่องประชากรสูงวัย การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม (อุตสาหกรรม 4.0) หรือการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ อาทิเช่น เชลออยล์ เป็นต้น ล้วนแต่สร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อต่ำลงทั้งสิ้น ก็เคยคุยกันภายในว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ กนง. น่าจะมีการปรับลดลง เพื่อให้สะท้อนบรรทัดฐานใหม่ที่เงินเฟ้อจะต่ำลงเช่นนี้ เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าสอบได้คะแนนไม่ดีแล้วจะขอลดความยากของข้อสอบแต่อย่างใด แต่เมื่อการลดดอกเบี้ยกลายเป็นประเด็นขึ้นมาเช่นนี้ ท่าทางว่าการขอลดกรอบเป้าหมายนี้น่าจะเรื่องยากเสียแล้ว
ในด้านอัตราการเติบโต มองว่าตัวเลขที่จะประกาศน่าจะดีขึ้น ทั้งนี้ หากพิจารณาในเชิงตัวเลข เศรษฐกิจไทยเติบโต 3.3% ในไตรมาสแรก และ 3.7% ในไตรมาส 2 กล่าวคือ ในช่วงครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 3.5% ทำได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาด จึงเริ่มเห็นนักวิเคราะห์/นักเศรษฐศาสตร์ เริ่มมีการปรับประมาณการขึ้น
ตัวเลขการเติบโตที่ปรับขึ้นมาใหม่สำหรับปีนี้ดูเหมือนจะอยู่แถวๆ 3.7% ซึ่งหากครึ่งแรกเติบโต 3.5% หมายความว่าในช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 3.9% และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นตัวเลข 4% ในบางไตรมาสก็เป็นได้ ดังนั้น ถ้าหากตัวเลขการเติบโตสูงเช่นนั้นจริง การจะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะฟังดูมีน้ำหนักค่อนข้างเบาลงไปมาก
หากมองข้ามไปปีหน้า มองว่าอัตราการเติบโตน่าจะชะลอลง กรอบการใช้จ่ายตามงบประมาณน้อยลงในปีงบประมาณใหม่ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งเริ่มชัดเจนขึ้น ผลดีจากการฟื้นตัวจากภัยแล้งเริ่มหมดไป ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ถึงครานั้น แรงกดดันให้ลดดอกเบี้ยอาจจะกลับมาใหม่อีกครั้งก็เป็นได้ แต่ในระหว่างนั้น มองว่า กนง. ยังพอรอดูสถานการณ์ได้ หากเม็ดเงินการลงทุนภาครัฐเริ่มไหลเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจ หรือหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้อย่างประทับใจ ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับลดดอกเบี้ยลงได้
ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องลดดอกเบี้ย ก็อย่าลืมฝั่ง "ผู้ออม" ด้วย หากลดดอกเบี้ยต่ำชั่วคราวเพื่อให้ผู้ประกอบการลงทุนมากขึ้นและจ้างงานเพิ่มขึ้น ก็คงไม่กระทบต่อผู้ออมมากนัก แต่การที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลายาวนาน จนทำให้ผู้ออมเริ่มปรับคาดการณ์รายได้ดอกเบี้ยที่จะได้รับในอนาคตให้ลดต่ำลง ซึ่งเมื่อรายได้ลดลง ก็เลยจำเป็นต้องลดการบริโภคด้วย เป็นผลลบต่อทั้งผู้ออมและเศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบัน เริ่มรู้สึกว่าเสียง "บ่น" ของผู้ออม (นักลงทุน) ต่อภาวะดอกเบี้ยต่ำนี้ค่อยๆ มากขึ้นตามลำดับ
ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง แต่ กนง.อาจจะยังไม่ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะจากตัวเลขการเติบโตที่น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งและเงินเฟ้อจะต่ำก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแรงกดดันให้ลดดอกเบี้ยลงนี้จะหายไปไหนแต่อย่างใดครับ







