posttoday
อย่าเบี้ยวหนี้กยศ.

อย่าเบี้ยวหนี้กยศ.

23 กันยายน 2560

กว่า 13 ปี ที่ประเทศไทยมีกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.)

กว่า 13 ปี ที่ประเทศไทยมีกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ที่ก่อตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2547 อยู่ภายใต้การบริหารงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) วัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการครองชีพ ระหว่างศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษาได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการเงินของผู้ปกครอง และเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ

แต่หลังจากปีที่ 5 ของการก่อตั้งกองทุนเป็นต้นมา กยศ.ก็เริ่ม ปวดหัวกับการไล่ติดตามทวงหนี้ของนักเรียน นักศึกษา ที่กู้เงินยืมเรียน แต่ไม่ยอมชำระหนี้คืนให้ กยศ. ด้วยเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ และตั้งใจไม่ชำระหนี้ ทำให้อาจจะสร้างปัญหาการขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียนที่จะให้กับเยาวชนในรุ่นหลัง ซึ่งจะเป็นปัญหาในระยะยาว

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ กยศ.พยายามหาทางแก้ไขมาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสนอขอให้มีการนำชื่อคนเบี้ยวหนี้ไปขึ้นบัญชีไว้กับเครดิตบูโร การฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ แต่ในหลายกรณีแผนที่เสนอแก้ไขปัญหาก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากกระทรวงศึกษาธิการ ที่เห็นว่าจะทำลายโอกาสของเด็ก

จึงเป็นที่มาของการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) พ.ศ. 2560 ที่จะมีการรวมกองทุน กยศ. กับกองทุน กรอ.เข้าด้วยกัน มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา และให้นายจ้างมีหน้าที่หักเงินรายได้ของลูกหนี้นำส่งให้กับ กยศ. โดยหลักการคือหักเงินภาษีรายได้ให้กรมสรรพากรก่อน รองลงมา คือ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และต่อมาเป็น กยศ. ก่อน ที่จะสามารถหักเงินเดือนเพื่อใช้หนี้ให้สถาบันการเงินอื่นๆ ซึ่งกระทรวงการคลังตั้งเป้าว่าจะเริ่มหักเงินเดือนได้ตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นไป

ปัจจุบันกองทุนมีผู้กู้ยืม 5.28 ล้านราย คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 5 แสนล้านบาท มีลูกหนี้ที่ค้างชำระอยู่ประมาณ 2 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 6.2 หมื่นล้านบาท และมีลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้อง 1.2 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งกองทุนได้ดำเนินคดีฟ้องร้องในปีนี้ประมาณ 1.4 แสนราย คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท

จากฐานข้อมูลหนี้ กยศ.พบว่ามีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้อยู่กว่า 2 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่กว่า 6 หมื่นราย

หากพิจารณาจากจำนวนหนี้ที่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องคิดเป็นเงิน 1 ใน 4 ของเงินให้กู้ทั้งหมด จึงเห็นว่าสถานการณ์การเบี้ยวหนี้ กยศ.เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา หากไม่จัดการขั้นเด็ดขาดคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเยาวชนของชาติจะกลายเป็นคนที่ไร้วินัยทางการเงิน ไม่มีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นข้าราชการก็ยิ่งสมควรจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ผิดชอบชั่วดี จะต้องดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

การเบี้ยวหนี้หรือมีหนี้ไม่ยอมชำระหนี้ จะสร้างการรับรู้อย่างผิดๆ ให้กับเยาวชนของชาติ เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ และในที่สุดก็จะทำลายระบบการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในอนาคต ขณะนี้ประเทศก็ประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจากพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังของวัยรุ่นในเจเนอเรชั่นวายอยู่มากพอแล้ว การปรับพฤติกรรมและทัศนคติต่อการใช้จ่ายเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศชาติ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท