
เสพทุกราคา
กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในหลายสินค้า
โดย แบงก์กลิ้ง
กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในหลายสินค้า ด้วยเหตุผลต้องการให้เป็นสากล สำหรับสินค้าหลายประเภทอย่างรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ก็เปลี่ยนจากการคำนวณภาษีจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นการคิดจากราคาขายปลีก ส่วนสินค้าบาปอย่างเหล้าและบุหรี่นั้น กรมสรรพสามิตเก็บภาษีจากปริมาณและราคา โดยมีเป้าหมายที่จะลดการบริโภค ลดนักสูบ และนักดื่มรายใหม่เข้าสู่วงจรการเสพ การขยับราคาหลังจากภาษีอัตราใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2560 จึงสูงกว่าสินค้าในกลุ่มที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอื่นๆ
ทุกครั้งที่มีการขยับภาษี การบริโภค สุรา และยาสูบก็จะชะงักลงชั่วขณะหนึ่ง แต่พอตั้งตัวได้ผู้บริโภคทั้งหลายก็หันมาดื่มและสูบกันต่อไป
ผู้เขียนค้นข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุราและสูบบุหรี่ของประชากรไทย เจอข้อมูลจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2557 เป็นข้อมูลล่าสุดเท่านั้น ซึ่งก็นับว่าล้าสมัยไม่เป็นปัจจุบันเท่าไร แต่ก็พอจะให้เห็นภาพคร่าวๆ ได้
ข้อมูลระบุว่าจำนวนผู้สูบบุหรี่มีรวม 11.4 ล้านคน คิดเป็น 20.7% ของจำนวนประชากรไทยที่มีในปี 65.12 ล้านคน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นสูบประจำ 10 ล้านคน สูบเป็นครั้งคราว 1.4 ล้านคน เพศชายเป็นผู้สูบ 10.7 ล้านคน เพศหญิง 0.6 ล้านคน ในจำนวนนี้หากแบ่งสูบบุหรี่ทั้งชายและหญิงในกลุ่มอายุ 24-40 ปี เป็น ผู้ที่สูบมากที่สุด คิดเป็น 24.3% รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 41-59 ปี สัดส่วน 22.9% กลุ่มถัดมาเป็นกลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี มีการสูบบุหรี่กัน 14.7% ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสูบบุหรี่ 16.6%
ตัวเลขผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยมีถึง 20% ของประชากร นับว่าสูงพอดู นี่ขนาดมีการรณรงค์ต่อต้านการสูบ บุหรี่ ห้ามโฆษณา ห้ามโชว์สินค้า ห้ามขายบุหรี่ให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่จำนวนผู้สูบก็ยังสูงอยู่
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ระบุว่า มีคนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ในแต่ละปีประมาณ 5.2 หมื่นคน หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 6 คน จากผลการศึกษาพบว่าผู้สูบบุหรี่ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพเป็นอย่างดี ตัวเลขที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.5% ของจีดีพีประเทศไทย ในจำนวนนี้คิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงทางการแพทย์ 10,137 ล้านบาท หรือประมาณ 20% ค่าใช้จ่ายโดยอ้อมทางการแพทย์ 1,063 ล้านบาท หรือประมาณ 2%
นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยต้องขาดงานทำให้เกิดการสูญเสียผลิตภาพ 370 ล้านบาท ผู้ดูแลผู้ป่วยขาดงานทำให้สูญเสียผลิตภาพอีก 147 ล้านบาท การสูญเสียผลิตภาพจากการตายก่อนวัยอันควร 40,464 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจนี้คิดเป็น 13% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด และเมื่อคำนวณปีสุขภาวะที่สูญเสียจากการสูบบุหรี่ พบว่าผู้สูบบุหรี่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเฉลี่ย 12 ปี
ด้านการบริโภคสุรานั้น คนไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8.47 ลิตร/คน/ปี เป็นอันดับที่ 40 จาก 143 ประเทศทั่วโลก โดยคนไทยดื่มเฉลี่ยสูงกว่าคนทั่วโลก 2.27 ลิตร/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลกดื่มปีละ 6.2 ลิตร/คน/ปี สาเหตุการตายที่มาจากการดื่มสุรานั้น 3 อันดับแรก คือ อุบัติเหตุปีละ 2 หมื่นคน โรคหัวใจ ปีละ 6 หมื่นคน และโรคมะเร็งปีละกว่า 2 หมื่นคน โดยที่ยังไม่รวมโรคโลหิตจาง เอดส์ และโรคเครียด
แม้สถิติที่นำมาใช้เทียบเคียงจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ฉายภาพให้เห็นว่าคนไทยเสียชีวิตและเสียสุขภาพจากการบริโภค สิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายเข้าไปปีละมากโขอยู่ นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่มากโข รัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มอีก ปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท จากการนี้ก็ยังไม่นับว่าคุ้มค่าแต่อย่างใด
ผู้เขียนเห็นว่าหากต้องการสูบบุหรี่หรือซื้อสุรานั้น ทำได้ง่ายดายเพียงแค่เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อหรือร้านขายของชำก็ซื้อได้แล้ว แต่เมื่อจะเลิก กรรมวิธียุ่งยากกว่าเยอะ ทุกวันนี้ลองถามคนที่เสพดูว่าจะไปเลิกบุหรี่และเหล้าที่ไหน ก็อาจจะมีคนตอบได้ไม่มาก
การรักษาการติดบุหรี่และเหล้าสำคัญไม่แพ้การรณรงค์ให้คนไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเหล้า ควรจะสร้างบรรยากาศให้ผู้รับการบำบัดรู้สึกว่าการจะไปเลิกสิ่งเสพติดเหล่านี้สะดวกพอๆ กับการซื้อ ยิ่งสะดวกเท่าไร คนที่จะเลิกก็อาจจะเดินเข้าไปรักษามากขึ้นเพราะเห็นช่องทางที่สะดวก







