posttoday
บีโอไอเปิดการส่งเสริมกิจการคัดคุณภาพข้าวแบบครบวงจร

บีโอไอเปิดการส่งเสริมกิจการคัดคุณภาพข้าวแบบครบวงจร

27 กันยายน 2553

 .....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 .....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

 

ไทยนับเป็นประเทศที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก นอกจากจุดเด่นในด้านเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว ยังเป็นประเทศส่งออกข้าวคุณภาพสูงด้วย โดยในระยะที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเมื่อ 20–30 ปีที่ผ่านมา เราต้องรับประทานข้าวคุณภาพต่ำซึ่งบางครั้งมีก้อนกรวดผสม เปรียบเสมือนเป็น “กับระเบิด” ซึ่งทำให้ฟันแทบหักเมื่อเคี้ยวเข้าไป

แต่ปัจจุบันไทยได้กลายมาเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์เป็นผู้ผลิตข้าวคุณภาพสูง คุณภาพสม่ำเสมอ ปราศจากสิ่งปลอมปน นอกจากนี้ยังประสบผลสำเร็จในการพัฒนาแบรนด์ของตนเองในตลาดต่างประเทศ เป็นต้นว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเดิม 5 ปีที่แล้วจำหน่ายข้าวในต่างประเทศโดยใช้แบรนด์ของตนเองเพียง 20% ของทั้งหมด แต่ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็น 80% ของทั้งหมด ซึ่งการจำหน่ายข้าวแบรนด์ของตนเองจะแพงกว่าข้าวสารทั่วไปที่มีคุณภาพระดับเดียวกันประมาณ 10%

ในช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้เปิดให้การส่งเสริมแก่กิจการผลิตข้าวออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ ประเภท 1.7 “กิจการอบพืชและไซโล” เป็นการผลิตข้าวสารคัดคุณภาพขั้นต้นน้ำก่อนที่จะสีข้าว โดยกรณีผลิตข้าวทั่วไปจะมีกรรมวิธีการผลิตเป็นการเก็บรักษา การทำความสะอาด และการอบลดความชื้น แต่หากเป็นข้าวนึ่งจะรวมถึงกระบวนการแช่และนึ่งด้วย

สำหรับอีกประเภทหนึ่ง คือ ประเภท 1.14 “กิจการคัดคุณภาพ บรรจุ เก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้ โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย” กรณีผลิตข้าวสารคัดคุณภาพขั้นปลายน้ำ จะเป็นขั้นตอนภายหลังการสีข้าว ตั้งแต่คัดแยกสิ่งเจือปน คัดแยกขนาดเมล็ดข้าว คัดแยกสี และบรรจุถุงจำหน่ายต่อไป

ทั้งสองประเภทกิจการข้างต้นกำหนดให้ได้รับสิทธิและประโยชน์แตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกิจการอบพืชและไซโล และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี แต่จำกัดวงเงินสำหรับกิจการคัดคุณภาพเก็บรักษา พืช ผัก ผลไม้ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

รูปแบบการส่งเสริมทั้งสองประเภทข้างต้น มีปัญหาสำคัญ คือ ไม่ได้ครอบคลุมถึงขั้นตอนผลิตข้าวสารคัดคุณภาพขั้นกลางน้ำ คือ การสีข้าว ทำให้ไม่ได้เป็นการดำเนินการอย่างครบวงจร ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ

ประการแรก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์สูง เนื่องจากต้องขนไปขนมาระหว่างไซโล โรงสี และโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว ซึ่งมีสถานที่ตั้งอยู่ห่างกัน ทั้งนี้การแปรรูปเพื่อพัฒนาคุณภาพข้าวแบบครบวงจรจะคุ้มเฉพาะในส่วนข้าวเปลือกที่ปลูกห่างจากโรงงานครบวงจรไม่เกิน 100 กิโลเมตร โดยหากรับซื้อข้าวเปลือกที่ห่างไกลออกไปเพื่อแปรรูปอย่างครบวงจร ต้นทุนโลจิสติกส์แทนที่จะลดลง กลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขนส่งข้าวเปลือกมีลักษณะปริมาตรและน้ำหนักมาก ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งข้าวสาร

ประการที่สอง ผู้ซื้อในต่างประเทศต้องการให้มีการตรวจสอบแบบย้อนกลับให้มากที่สุด ซึ่งกรณีโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวซื้อข้าวจากโรงสี จะส่งผลทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไกลสูงสุดถึงเพียงระดับข้าวสารจากโรงสีเท่านั้น หากมีการทำธุรกิจแบบครบวงจรจะสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งรับซื้อข้าวเปลือก โดยนำข้าวที่รับซื้อจากแหล่งเดียวกันเก็บในไซโลเดียวกัน (ยังไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงระดับชาวนาได้ เนื่องจากกรณีการเพาะปลูกข้าวของไทยเป็นเกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก แตกต่างจากกรณีประเทศตะวันตกเป็นฟาร์มขนาดใหญ่)

ประการที่สาม ปัญหาความยุ่งยากในการควบคุมคุณภาพข้าวภายหลังการเก็บเกี่ยว (Post Harvest) เป็นต้นว่า รถบรรทุกข้าวอาจจะไปบรรทุกสารเคมีหรือปุ๋ยมาก่อนและล้างรถบรรทุกไม่สะอาดเพียงพอก่อนนำมาบรรทุกข้าว ก่อให้เกิดปัญหาปนเปื้อน นอกจากนี้จะเกิดปัญหาข้าวแตกหักมากขึ้น เนื่องจากยิ่งขนส่งมากครั้งเท่าใด ย่อมจะส่งผลทำให้ข้าวมีโอกาสเสียหายมากขึ้นเท่านั้น

เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงได้พิจารณาเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2553 เห็นว่าควรสนับสนุนให้กิจการคัดคุณภาพข้าวสามารถรวมในส่วนเครื่องจักรในส่วนการสีข้าวด้วย เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินการอย่างครบวงจรได้

นับเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีความพร้อมในการดำเนินการ ซึ่งจะส่งผลทำให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ ควบคุมคุณภาพข้าว การตรวจสอบย้อนกลับได้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อการส่งออกข้าวของประเทศ ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าหากเป็นกิจการคัดคุณภาพข้าวแบบครบวงจร ให้รวมถึงโครงการที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการอบพืช ไซโล และกระบวนการสีข้าวเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ