
ดึงต่างชาติลงทุนสตาร์ทอัพ
"อรรชกา" เร่งดูดนักลงทุนและกองทุนทั่วโลกลงทุนสตาร์ทอัพในไทย คาดปี 2561 ดึงเม็ดเงินเข้ามาได้ 3.5 หมื่นล้าน
"อรรชกา" เร่งดูดนักลงทุนและกองทุนทั่วโลกลงทุนสตาร์ทอัพในไทย คาดปี 2561 ดึงเม็ดเงินเข้ามาได้ 3.5 หมื่นล้าน
นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตระยะยาว โดยปีหน้ามีแผนดึงนักลงทุนและกองทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในไทย และปรับกฎระเบียบที่เอื้ออำนวยต่อผู้ ประกอบสตาร์ทอัพ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าในปี 2561 จะมีเม็ดเงินที่พร้อมเข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนสตาร์ทอัพในไทยประมาณ 8,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ยังได้มีความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสนับสนุนนักเรียนอาชีวะมาเข้าสู่การเป็นสตาร์ทอัพ โดยจะจัดโครงการกับวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวะของรัฐและเอกชน จำนวนกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกทีมให้ได้จำนวน 1,000 ทีม มาร่วมโครงการที่ชื่อว่า อาชีวะ อา-ลีก ซึ่งจะเป็นโครงการที่ทำคู่ขนานกับการสร้างสตาร์ทอัพมหาวิทยาลัย
สำหรับงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ในปี 2561 ได้กำหนดรูปแบบอินเวสต์ เนชั่น (Invest Nation) ที่เน้นการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย อเมริกา และยุโรป พร้อมกับขยายความร่วมมือกับสตาร์ทอัพในต่างประเทศ และในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน เพื่อผลักดันการจัดงานเป็นสตาร์ทอัพระดับโลก มีกำหนดจัดวันที่ 17-20 พ.ค. 2561 คาดว่าจะมีสตาร์ทอัพจากทั่วโลกมาร่วมงานมากกว่า 600 ราย
"ส่วนการจัดงานสตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ 2017 (Startup Thailand 2017) ครั้งที่ผ่านมา ถือว่าผลการจัดงานเป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ รวมถึงการจัดในภูมิภาค 4 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมา มีการลงทุนในสตาร์ทอัพรวม 6,000 ล้านบาท มีสตาร์ทอัพพร้อมดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังจำนวน 700 ราย และเกิดการจ้างงานใหม่ 7,500 ตำแหน่ง ถือว่ามีการลงทุนในสตาร์ทอัพเติบโต 50%" นางอรรชกา กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงฯ จะร่วมมือในการผลักดันแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพ เพื่อส่งผลดีต่อผู้ประกอบการมากและกลุ่มนักลงทุน
ด้าน นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า แผนงานหลักในปีหน้าจะมุ่งให้เกิดการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยจำนวนมากขึ้น การสร้างสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ระดับโลก และพัฒนากลุ่มสตาร์ทอัพให้ชัดเจน ส่วนสตาร์ทอัพไทยรายแรกที่สามารถก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์น มูลค่าธุรกิจระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ ได้คือ โอมิเซะ มั่นใจว่าในอนาคตจะมีสตาร์ทอัพไทยระดับยูนิคอร์นเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม สนช.มีแผนจัดงาน ดิสทริค ซัมมิท 2561 (District Summit 2018) ในช่วงต้นปี 2561 โดยเป็นกิจกรรมสัมมนาการพัฒนาสตาร์ทอัพอย่างครบวงจร เชื่อมั่นว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ พร้อมกันนี้ ได้จัดทำฐานข้อมูลของสตาร์ทอัพผ่าน http://startupthailand.org เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของสตาร์ทอัพอย่างครบวงจร รวมถึงกำลังจัดทำข้อมูลสถิติ รายงานประจำปี และการประเมินกลุ่มอุตสาหกรรม







