posttoday
สหรัฐมุ่งจบยุคเงินง่าย ดันดอกเบี้ยขาขึ้นยาว

สหรัฐมุ่งจบยุคเงินง่าย ดันดอกเบี้ยขาขึ้นยาว

20 กันยายน 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะเริ่มลดงบดุลขนาดมากกว่า 4.2ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 138ล้านล้านบาท) ที่สะสมมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยจะเริ่มต้นแรกเริ่มเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.3แสนล้านบาท)

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะเริ่มลดงบดุลขนาดมากกว่า 4.2ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 138ล้านล้านบาท) ที่สะสมมาจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้ โดยจะเริ่มต้นแรกเริ่มเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.3แสนล้านบาท)

นอกจากนี้ ในคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดหรือด็อทพล็อต ที่จะเปิดเผยออกมาในทุกเดือนสุดท้ายของไตรมาส ยังพบว่าเฟดตั้งใจจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดย เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟดมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังขยับไม่ถึงเป้าหมายเกิดจากปัจจัยชั่วคราวอย่างการแข่งขันกันลดค่าบริการโทรศัพท์ของค่ายมือถือเท่านั้น

การประกาศดังกล่าวจึงเป็นการยุติการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะส่งผลให้ทิศทางกระแสเงินทุนเปลี่ยนทิศไปได้

การลดขนาดงบดดุลของเฟดจะเป็นการปล่อยให้พันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่ถืออยู่ถึงกำหนดไถ่ถอนไป โดยไม่นำเงินที่ได้จากการครบกำหนดดังกล่าวกลับไปลงทุนอีกครั้ง (Re-investment) เริ่มต้นในอัตราที่เฟดประกาศไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 แสนล้านบาท) แบ่งออกเป็นพันธบัตรรัฐบาล 6,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.98 แสนล้านบาท) และตราสารอนุพันธ์ ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (เอ็มบีเอส) 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 แสนล้านบาท)

การทำเช่นนี้จะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรและตราสารหนี้ ซึ่งเคลื่อนไหวสวนทางกับราคา ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฟดจะลดงบดุลในขนาด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 แสนล้านบาท) เริ่มต้นในเดือนหน้า ก่อนค่อยๆ เพิ่มจนไปถึงเดือนละ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ (เกือบ 1 ล้านล้านบาท)

การลดขนาดงบดุลดังกล่าวจะกลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ธนาคารกลางเดินหน้าตามแผนการเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังคิวอีเป็นครั้งแรก และยังมาพร้อมกับการเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้สหรัฐกำลัง เดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อเข้าสู่ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น

เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจ ด้วยอัตราว่างงานที่ต่ำอยู่ในระดับจ้างงานสมบูรณ์ และเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเยลเลน ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐพร้อมรับการเลิก กระตุ้นในครั้งนี้แล้ว โดยที่ภัยธรรมชาติจะส่งผลกระทบไม่มากนัก ขณะที่ คณะกรรมการการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ยังขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จาก 2.2% เป็น 2.4%

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยในสหรัฐ ทำให้นักลงทุนเริ่มหันกลับไปหาผลตอบแทนจากเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลก และกลายเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่พร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารหรือต้องการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

แม้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเมื่อปี 2015 แต่ก็แข็งค่าขึ้นทันที 0.5% หลังการเปิดเผยการตัดสินใจของเฟด และยังปรับขึ้นต่อเนื่องใน วันต่อมา ขณะที่บรรดานักลงทุนและเฮดจ์ฟันด์เริ่มพิจารณากลับไปลง ในค่าเงินดอลลาร์อีกครั้ง

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงาน ว่า บรรดาเฮดจ์ฟันด์รายใหญ่ 3 ราย ซึ่งมีสินทรัพย์รวมกัน 3 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 100 ล้านล้านบาท) ได้แก่ เมลลอน แคปปิตัล แมเนจเมนต์, สเตท สตรีท โกลบอล แอดไวเซอร์ และยูบีเอส แอสเซ็ท แมเนจเมนต์ เตรียมกับเข้าไปซื้อค่าเงินดอลลาร์ที่ร่วงมาติดต่อกัน 6 เดือนก่อนหน้านี้ โดยคาดการณ์ว่า ค่าเงินดอลลาร์จะกลับแข็งค่าขึ้นมา 9%

แม้จะไม่สร้างความระส่ำระสายเทียบเท่ากับการส่งสัญญาณจะยุตินโยบายคิวอีในปี 2013 หรือเหตุการณ์ที่เรียกว่า "เทเปอร์แทนทรัม" (Taper Tantrum) เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ขึ้นมาอย่างมากแล้วในช่วงหลังการเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าทำให้การทะยานขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สิ้นสุดไปแล้ว

แต่การเดินหน้าออกจากนโยบายกระตุ้นของเฟดก็ยังมีพลังมากพอที่จะปั่นป่วนกระแสทุนของโลก ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้กับอัตราแลกเปลี่ยนในยุคที่หลายประเทศยังไม่สามารถเลิกการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

ในวันต่อมาหลังการประกาศเตรียมเริ่มลดงบดุลของเฟด นั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขนานใหญ่ทั้งการซื้อคืนสินทรัพย์และอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ -0.1% โดยที่ประชุมมีมติ 8-1 เสียงให้คงมาตรการดังกล่าว ซึ่งหนึ่งเสียงที่เห็นแย้งระบุว่า ขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ

ก่อนหน้านี้ ในต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือ 6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2010 หลังเงินเฟ้อชะลอตัวลงเหลือระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ขยายตัวเพียง 5.7% ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นผลจากการปราบปรามคอร์รัปชั่น ตามมาด้วยธนาคารกลางอินโดนีเซียก็ปรับลดดอกเบี้ยลง จาก 4.75% เหลือ 4.5% อย่างเหนือความคาดหมาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เอเชียได้เตรียมการเพื่อคงการกระตุ้นเศรษฐกิจสวนทางกับเฟด และเตรียมรับมือกับภาวะความผันผวนเอาไว้แล้ว สังเกตได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางในเอเชียที่พุ่งขึ้นทำสถิติใหม่ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดียปรับขึ้นทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 13 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรก จากระดับ 3.6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 11 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ เทเปอร์แทนทรัมในปี 2013 ฉุดค่าเงินรูปีร่วงลงอย่างรุนแรงและทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศของอินเดีย ลดฮวบเหลือ 2.75 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9 ล้านล้านบาท) จากมากกว่า 3.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ก่อนหน้านั้น

นอกจากอินเดียแล้ว เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย รวมถึงไทยด้วย ต่างมีทุนสำรองปรับเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่ โดยเกาหลีใต้อยู่ในระดับ 3.84 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้ยังคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้ท่ามกลางความเสี่ยงจากความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่เกือบ 1.29 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.2 ล้านล้านบาท) และไทยที่ 1.96 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.4 ล้านล้านบาท)

การตรึงเข้มมาตรการการเงินของเฟดจะยังคงเดินหน้าต่อไป และสำหรับประเทศในเอเชียที่ยังคงต้องกระตุ้นเศรษฐกิจได้เตรียมปราการรองรับเอาไว้พร้อมแล้ว n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท