
เงินดิจิทัล (บิตคอยน์) vs เงินกระดาษ
& โดย สมิทธ์ พนมยงค์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเจมี่ ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ได้ออกมาวิจารณ์เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ว่าเป็นเรื่องหลอกลวงและทางธนาคารจะไม่อนุญาตให้พนักงานไปทำธุรกรรม หรือลงทุนในเงินดิจิทัลดังกล่าว และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นประเทศจีนเองก็ได้ออกกฎห้ามการระดมทุนผ่านการออกตราสารเงินดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า Initial Coin Offering (ICO) สำหรับในประเทศไทยเองก็ได้มีนักลงทุนหัวก้าวหน้าหลายท่านที่ได้เริ่มไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ หรือ อีเทอเรียม เป็นต้น ว่าแต่ว่ามันคืออะไร น่าลงทุนหรือไม่ หรือจะน่ากลัวอย่างที่คุณเจมี่วิจารณ์ไว้
& โดย สมิทธ์ พนมยงค์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเจมี่ ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเจพีมอร์แกน เชส ได้ออกมาวิจารณ์เงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ว่าเป็นเรื่องหลอกลวงและทางธนาคารจะไม่อนุญาตให้พนักงานไปทำธุรกรรม หรือลงทุนในเงินดิจิทัลดังกล่าว และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นประเทศจีนเองก็ได้ออกกฎห้ามการระดมทุนผ่านการออกตราสารเงินดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่า Initial Coin Offering (ICO) สำหรับในประเทศไทยเองก็ได้มีนักลงทุนหัวก้าวหน้าหลายท่านที่ได้เริ่มไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ หรือ อีเทอเรียม เป็นต้น ว่าแต่ว่ามันคืออะไร น่าลงทุนหรือไม่ หรือจะน่ากลัวอย่างที่คุณเจมี่วิจารณ์ไว้
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกันก่อนว่าเงินกระดาษ หรือธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันคืออะไร เอาแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือเป็นตราสารที่ออกโดยธนาคารกลางและมีกฎหมายรองรับว่าสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เงินนั้นนอกจากจะเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าแลัว ยังต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกคือสามารถรักษามูลค่าได้ เมื่อเงินรักษามูลค่าได้จึงก็เป็นหน่วยวัดมูลค่าอีกด้วย การที่ธนาคารกลางจะพิมพ์ธนบัตรได้นั้นธนาคารกลางหรือภาครัฐต้องมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อรองรับการออกธนบัตร ทุนสำรองอาจเป็นโลหะมีค่า เช่น ทองคำ หรือพันธบัตรของรัฐบาลต่างประเทศที่ยอมรับและมีความน่าเชื่อถือของสากล เช่น เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินสกุลยูโร หรือเงินเยน เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหนึ่งไปอีกสกุลหนึ่ง
ลองมาคิดกันเล่นๆ ให้เห็นภาพ หากจะเอาเงินบาทไทยไปซื้อของที่ร้านค้าในต่างประเทศ ร้านค้าก็จะไม่รับเพราะไม่รู้จัก หรือแม้จะรู้จักแต่ไม่รับ เพราะไม่ได้เป็นตราสารที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศของเขา ซึ่งไม่ต่างจากกระดาษใบหนึ่ง แต่ถ้านำธนบัตรเงินบาทนี้มาแลกเปลี่ยนกับสินค้าในประเทศไทยก็สามารถทำได้ หรือนำไปแลกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะสามารถขอแลกเป็นเงินดอลลาร์หรือยูโรได้ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศทำให้เงินบาทเป็นที่ยอมรับ
ทีนี้มาทำความรู้จักเงินดิจิทัลกันบ้าง อันที่จริงแล้วเงินดิจิทัลนั้นมีหลายสกุล แต่ที่โด่งดังและได้รับความนิยมที่สุดก็คงเป็นบิตคอยน์ เงินดิจิทัลนั้นไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลใดเป็นผู้ออก ไม่ได้มีโลหะมีค่าหรือพันธบัตรรัฐบาลประเทศใดเป็นทุนสำรองในการออก เงินดิจิทัลนั้นเริ่มต้นจากกลุ่มโปรแกรมเมอร์กลุ่มหนึ่งคิดค้นขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างกัน
ถ้าจะลองนึกตัวอย่างตามก็ไม่ต่างกับผมเขียนเช็ค หรือตั๋วสัญญาใช้เงินให้เพื่อนอีกคนเพื่อแลกกับสิ่งของของเพื่อนคนนั้น บิตคอยน์หรือเงินดิจิทัลนั้นผู้คิดค้นก็กลัวว่าจะมีคนมาลอกเลียนแบบเหมือนธนบัตรปลอม จึงได้มีการเข้ารหัสไว้มิให้ปลอมได้ แต่การส่งข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลนั้นอย่างที่เรารู้กันโดยทั่วไปว่าสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายดาย (เหมือนก๊อบปี้รูป หรือข้อมูลจากไลน์เพียงไม่กี่คลิก) ผู้คิดค้นจึงได้ใช้วิธีการกระจายรหัสและประวัติการทำธุรกรรมแบบบล็อกเชนไปในคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องในระบบอินเทอร์เน็ตจนทั่ว ทำให้การก๊อบปี้ได้ยากมาก เพราะหากสามารถก๊อบปี้รหัสส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนมาได้ เมื่อนำไปต่อกับรหัสส่วนอื่นที่กระจายไปแล้วก็จะรู้ทันทีว่ามันปลอมหรือได้ใช้ทำธุรกรรมนั้นไปแล้ว
การผลิตเงินดิจิทัลเพิ่มก็มิได้เกิดจากการที่มีทุนสำรองเพิ่ม แต่ระบบได้ตั้งกติกาไว้ว่าจะให้เหรียญหรือเงินดิจิทัลใหม่กับคนที่เข้ามาร่วมตรวจสอบธุรกรรมที่ทำไปแล้วและเข้ารหัสในชั้นที่ยากขึ้นไป (หรือที่ศัพท์เฉพาะเรียกว่า มายนิ่ง) บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องให้เหรียญ หรือเงินดิจิทัลเพิ่มให้แก่คนที่มาช่วยตรวจสอบธุรกรรมและเข้ารหัส ก็เพราะว่าเมื่อธุรกรรมมากขึ้นและประวัติการทำธุรกรรมยาวขึ้น ระบบการกระจายรหัสก็ต้องพึ่งพิงจำนวนคอมพิวเตอร์และความสามารถในการคำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นการป้องกันผู้ร้ายที่อาจจะมีคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงมากๆ ในการเจาะเข้าไปในระบบและก๊อบปี้หรือถอดรหัสได้ โดยปัจจุบันได้มีผู้เชี่ยวชาญประมาณการไว้ว่าต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์คำนวณสร้างรหัสชั้นถัดไปเป็นเวลาหลายเดือน จะกินค่าไฟไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นบาท จนกว่าจะสร้างรหัสบล็อกใหม่ได้เพื่อแลกกับเหรียญเงินดิจิทัลใหม่
ถ้าย้อนกลับมาตัวอย่างเปรียบเทียบที่ผมเขียนเช็คให้เพื่อนไป เพื่อนก็เอาเช็คสลักหลังต่อจ่ายไปให้อีกคน เนื่องจากผู้รับคนที่สามไม่รู้ว่าลายเซ็นผมและลายเซ็นของผู้สลักหลังต่อนั้นเป็นอย่างไร ก็เลยไปหาคนที่สี่ที่ห้ามาช่วยจำและเป็นพยานว่าลายเซ็นของผมและเพื่อนคนแรกเป็นอย่างไร (พยานนี้ก็อาจจะต้องถ่ายสำเนาทั้งลายเซ็น และบัตรประชาชนของสองคนแรกไว้) คนที่สี่และคนที่ห้านี้ก็จะได้ค่าจ้างรางวัลเป็นเหรียญเงินดิจิทัลใหม่
พูดง่ายๆ ในตัวอย่างของเราก็คือ คนที่สี่และที่ห้าก็สามารถเขียนเช็คของเขาได้จำนวนหนึ่งตามที่ตั้งกติกาไว้ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนมีผู้เข้าร่วมเป็นพันเป็นแสนหรือเป็นล้านคน เมื่อมีเหรียญเงินดิจิทัลและมีการทำธุรกรรมมากขึ้นก็ยิ่งต้องการพยานมากขึ้น และพยานเองก็ต้องเก็บสำเนาลายเซ็น บัตรประชาชน ของคนก่อนๆ มากขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน
เขียนมาถึงตรงนี้ผมเองก็ยังงงๆ ว่าทำไมจึงมีร้านค้ายอมรับเงินดิจิทัลเพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการและสินค้าของตน เพราะเงินดิจิทัลที่ว่านั้นเกิดจากการเข้าไปเป็นพยานร่วมบันทึกธุรกรรมและเข้ารหัสเพื่อแลกกับการเป็นเจ้าของเหรียญดิจิทัล แล้ววันหนึ่งหากเราจะเอาเหรียญเงินดิจิทัลนี้ไปแลกกับสิ่งของ หากทางร้านไม่รับเราจะทำอย่างไร จะไปแลกกับธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารแห่งประเทศใดก็ไม่ได้ กลับไปตามกับคนแรกที่เป็นผู้ออก (หรือผู้ที่ได้รับเหรียญดิจิทัลนั้นมา) เขาจะมีเงินหรือสิ่งของมีค่าอะไรให้กับเรา นอกเหนือไปจากหลักฐานที่พิสูจน์และย้อนไปถึงว่าเขาเป็นคนแรกที่คิดรหัสทางคณิตศาสตร์บล็อกหนึ่งได้เพื่อการเข้ารหัสและกระจายรหัสชั้นถัดๆ ไป
ที่แน่ๆ คือเมื่อจำนวนธุรกรรมมากขึ้น ต้นทุนในการตรวจสอบธุรกรรมสร้างรหัสชั้นสูงขึ้นก็ยิ่งยากและแพงขึ้นเรื่อยๆ นักเก็งกำไรบางท่านก็มองเห็นว่าต้นทุนในการผลิตเหรียญเงินดิจิทัลใหม่นั้นก็จะต้องสูงตามไปด้วย แต่ต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้นจะหมายความว่าเงินดิจิทัลนั้นต้องมีค่าสูงขึ้นไปด้วยหรือไม่ แบบนี้เท่ากับว่าหากธนาคารกลางประเทศใดลงทุนซื้อแท่นพิมพ์ธนบัตรราคาแพง (ที่ปลอมยาก) ก็จะทำให้ธนบัตรประเทศนั้นต้องมีมูลค่าสูงตามไปด้วย
การที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในชีวิตประจำวันมันก็เป็นเรื่องดีนะครับ แต่ในบางเรื่องก็ไม่ได้ดีเสมอไป ในฐานะนักลงทุนก็ควรต้องศึกษาข้อมูลกันอย่างละเอียด มาถึงตรงนี้ผมก็หวังว่าบทความนี้พอจะช่วยสร้างความเข้าใจในเงินดิจิทัลให้กับท่านผู้อ่านได้บ้างนะครับ







