posttoday
2เดือนกับอีก3ฉบับ

2เดือนกับอีก3ฉบับ

19 กันยายน 2560

น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น. ในช่วงนี้กำลังมีการเตรียมเสนอร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ซึ่งคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญมากทีเดียว ทำไมจึงพูดเช่นนี้ รธน.กำหนดให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน. หรือกฎหมายลูกจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน นับแต่ประกาศใช้ รธน. และยังมีการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วันเช่นกัน ทั้ง 3 ฉบับนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นตาม มาตรา 77 ของ รธน.

น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น.

ในช่วงนี้กำลังมีการเตรียมเสนอร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ซึ่งคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญมากทีเดียว ทำไมจึงพูดเช่นนี้ รธน.กำหนดให้มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน. หรือกฎหมายลูกจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน นับแต่ประกาศใช้ รธน. และยังมีการกำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วันเช่นกัน ทั้ง 3 ฉบับนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นตาม มาตรา 77 ของ รธน.

ก่อนอื่นขออนุญาตมีข้อสังเกตในแต่ละฉบับ ดังนี้ 1.ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ... หวังว่าจะมีกลไกที่จะทำให้ไม่เกิดกรณีซ้ำรอย ล่วงเลยมาถึง 19 ปี เหมือนเช่นคดีที่ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัท ตะกั่วฯ จ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน คลิตี้ล่าง จ.กาญจนบุรี และให้บริษัทเข้ามาพื้นฟูลำห้วยด้วย

2.ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังภาครัฐ พ.ศ. ... เราคงจะได้เห็นการจัดทำงบประมาณแบบเกินดุล หรืออย่างน้อยก็เป็นแบบสมดุลบ้าง เพราะที่ผ่านมา 10 ปีนี้ รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอด ด้วยเหตุผลข้ออ้างแบบขอไปที แล้วก็ผลักภาระเงินกู้ ภาระงบประมาณ ไปสู่รัฐบาลและประชาชนลูกหลานในอนาคต อย่างไม่ค่อยรับผิดชอบ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลปัจจุบันในขณะนั้นๆ อ้างว่าเพราะรัฐบาลก่อนๆ สร้างปัญหาไว้ สรุปคือ โทษกันไปโทษกันมาไม่รู้จบ

3.ร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ... อันนี้ก็ดี แต่ในภาพรวมคงต้องมีการประเมินด้วยว่า เรามีกฎหมายชุดเป็นพวง ตั้งแต่ รธน.ฉบับปราบโกง ร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่กำลังจะเข้า สนช.ต่อไป เรามี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว รวมถึงกำลังจะมี พ.ร.บ.ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนตัว

สิ่งเหล่านี้จะทำให้อันดับคะแนนหรือดัชนีคอร์รัปชั่นดีขึ้นได้หรือไม่อย่างไร เพราะล่าสุด ไทยตกจากอันดับ 76 ลงไปอยู่ 101 จาก 176 ประเทศ และคะแนนลดลงจาก 38 เหลือ 35 คะแนนแล้ว

ไหนๆ ช่วงนี้เราก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการปฏิรูปและวางยุทธศาสตร์ชาติกันแล้ว จึงขออนุญาตเล่าถึงความคิดของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหลายท่าน พอจะสรุปได้ความ ดังนี้

1.ในภาพรวม ควรมองไปข้างหน้าว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น และเสนอให้ได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่รู้ว่าอดีตมีปัญหาอะไร แล้วก็วนเวียนอยู่กับข้อมูลปัญหา โดยไม่พูดถึงทางแก้ไข

2.น้ำหนักระหว่างสาระกับกระบวนการนั้น กระบวนการถือว่ามีความสำคัญแต่ไม่น่าจะสำคัญที่สุด ที่ผ่านมาหลายๆ เหตุการณ์ เราใช้กระบวนการไปในลักษณะเป็นอุปสรรคหรือตัวถ่วงมากกว่า เช่น กว่ากฎหมายจะออกมานักลงทุนก็ไปลงทุนในประเทศอื่นแล้ว จึงควรใช้กระบวนการในเชิงบวก เช่น การปรับปรุงกฎหมายวิธีพิจารณาคดีต่างๆ ให้สะดวกรวดเร็วและก้าวหน้า

3.กฎหมายมีความจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อให้สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้น แต่ยังต้องมีรายละเอียดอย่างอื่นๆ มาประกอบด้วย เช่น การตั้งกองทุนก็ต้องมีเงินในกองทุนเพียงพอ มีผู้ดูแลบริหารจัดการเงินที่มีความรู้และไม่ทุจริตด้วย อยากให้กฎหมายที่ออกมาในช่วงหลังนี้เป็นนวัตกรรม หรือผ่านการออกแบบมาแล้วอย่างดี

4.ภาครัฐจะทำอะไรก็ตามขอให้ตั้งโจทย์หลักก่อนว่า ทำแล้วประชาชนได้อะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง หรือประชาชนอยากได้อะไรหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติอยากได้อะไรที่จำเป็นบ้าง ไม่ใช่คิดว่าทำแล้วหน่วยงานรัฐจะได้อะไร หรือใครจะได้อะไร

5.กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับ มักจะเริ่มต้นและมาพร้อมกับการตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการได้ รวมทั้งยังมีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมเป็นกรรมการด้วย ปัญหาปากคอก ก็คือจะทำอย่างไรให้ผู้ที่เป็นกรรมการจากภาครัฐเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น รมต. ปลัด หรืออธิบดี มาร่วมประชุมได้อย่างต่อเนื่อง

6.การปรับ Mindset หรือกระบวนการทางความคิด ทัศนคติมองโลกในแง่มุมที่ควรจะเป็นในเชิงบวก ระบบราชการจะเน้นที่การควบคุมกำกับดูแล 80% และให้การสนับสนุนส่งเสริมเพียง 20% แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ Mindset นี้จะกลับข้างกันคือ ควบคุมเพียง 20% แต่จะเน้นส่งเสริมสนับสนุนมากถึง 80% ภาครัฐเองคงต้องรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ที่ไม่ใช่กลุ่มทุนหรือนายทุน

7.สุดท้ายกฎหมายที่ออกมา ต้องไม่มุ่งตรวจสอบเล่นงานคนชั่ว จนกระทั่งคนดีไม่กล้าทำงานในภาครัฐ เช่น กฎหมายในเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งที่ว่า คนชั่วหรือคนเลว เขาเหล่านั้นไม่กลัวโทษที่กำหนดไว้ แต่คนที่กลัวกฎหมายและไม่ค่อยกล้าก็คือคนดี ที่อาจจะผิดพลาดได้ หรือเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีอำนาจทำได้ และยังไม่รวมถึงโอกาสที่จะถูกกลั่นแกล้ง ทำให้คนดีกลัวผลกระทบ กลัวโทษที่จะตามมา จึงไม่ยอมเข้ามาอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงขนาดนี้

ยกตัวอย่างประเด็นเล็กๆ ในร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบฯ ผู้ที่ทำร้ายร่างกายชีวิตต่อผู้แจ้งเบาะแส จะต้องถูกลงโทษหนักกว่าที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนผู้ที่แจ้งความเท็จเจตนากลั่นแกล้งผู้อื่น โทษคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแค่นี้เอง

กฎหมายเป็นหลักที่ต้องได้รับการยอมรับและเชื่อถือ ดังนั้นทั้งตัวบทและผู้ใช้ต้องเป็นไปอย่างสุจริต ไม่มีวาระแอบแฝง มิฉะนั้นจะกลายเป็น "ตีนช้างเหยียบปากมด" แล้วเกี่ยวกันไหมเนี่ย! n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท