
ค้าปลีกเลือดท่วม มะกันล้มละลายพุ่ง
นันทิยา วรเพชรายุทธทั้งที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลช็อปปิ้งครั้งใหญ่ที่สุดของปีในอีกแค่ไม่กี่เดือนข้างหน้า ทว่าที่สุดแล้ว อาณาจักรของเล่นยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง "ทอยส์ อาร์ อัส" กลับต้องเป็นค้าปลีกรายล่าสุดที่ประกาศยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐ ในสัปดาห์นี้
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ทั้งที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลช็อปปิ้งครั้งใหญ่ที่สุดของปีในอีกแค่ไม่กี่เดือนข้างหน้า ทว่าที่สุดแล้ว อาณาจักรของเล่นยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง "ทอยส์ อาร์ อัส" กลับต้องเป็นค้าปลีกรายล่าสุดที่ประกาศยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐ ในสัปดาห์นี้
สถานการณ์ของทอยส์ อาร์ อัส นับว่าน่าห่วงไม่น้อยกับมูลหนี้รวมเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.65 แสนล้านบาท) โดยเป็นหนี้ที่จะครบกำหนดชำระ 400 ล้านดอลลาร์ ในปีหน้า (ราว 1.32 หมื่นล้านบาท) และอีก 1,700 ล้านดอลลาร์ ในปี 2018 (ราว 5.62 หมื่นล้านบาท)
จากสถิติในรอบ 10 ปีมานี้ยังพบว่า ทอยส์ อาร์ อัส เป็นค้าปลีกขนาดใหญ่สุดอันดับ 2 ในสหรัฐที่ยื่นล้มละลาย เป็นรองเพียงห้างค้าปลีก เคมาร์ท และหากนับย้อนไปตั้งแต่ปี 1978 ที่มีการใช้มาตรา 11 เป็นครั้งแรก ทอยส์ก็ยังอยู่ในอันดับ 3 โดยเป็นรองห้างเมซีส์ หรือชื่อเดิมในขณะนั้นว่า เฟเดอเรทเตด ดีพาร์ตเมนต์ สโตร์
ขนาด "ความใหญ่" ของกิจการค้าปลีกที่ยังเอาตัวไม่รอดต้องยื่น ล้มละลายในครั้งนี้ จึงทำให้มีการจับตามองกันอย่างวิตกกังวลกันว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกแบบมีหน้าร้าน (Brick and mortar) จะยังล้มหายตายจากได้อีกมาก ในยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกอี-คอมเมิร์ซในวันนี้
จากข้อมูลของเอสแอนด์พี โกลบอล มาร์เก็ต อินเทลลิเจนซ์ พบว่านับตั้งแต่ต้นปี 2017 เป็นต้นมา มีธุรกิจในสหรัฐยื่นล้มละลายไปแล้วถึง 35 รายด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นกิจการ ค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่ค้าขายกัน มานานนับสิบปีแล้ว
ขณะที่บริษัท ฟัง โกลบอล รีเทล แอนด์ เทคโนโลยี ระบุว่า ในปีนี้การยื่นล้มละลายหรือการปิดสาขาร้านค้าต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในปีนี้ มีจำนวนรวมกันแล้วถึง 5,442 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 165% และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อาจมีสาขาที่ ต้องปิดตัวเพิ่มขึ้นอีกเป็น 9,452 แห่ง
ด้านบลูมเบิร์กยังระบุด้วยว่า ในจำนวนห้างร้านอย่างน้อย 10 แห่งที่ยื่นล้มละลายในปีที่แล้ว มีธุรกิจถึง 4 แห่งที่ต้องยื่นศาลล้มละลายภายใต้ "มาตรา 22" หรือหมายความว่าเป็นการยื่น "ครั้งที่ 2" หลังจากที่การพิทักษ์ทรัพย์เพื่อฟื้นฟูกิจการในรอบแรกล้มเหลว ไม่สามารถไปต่อได้ตามแผนฟื้นฟูที่วางไว้ ซึ่งรวมถึงร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังอย่าง เรดิโอแช็ค และร้านเสื้อผ้าอย่าง อเมริกัน แอพพาเรล ด้วย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงหลังจากนี้ก็คือ ในขณะที่ค้าปลีกออฟไลน์กำลังเร่งปรับตัวเพื่อตามให้ทันค้าปลีกออนไลน์ แต่ฝั่งอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่กลับเดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่เพื่อเข้าไปเล่นในฝั่งออฟไลน์ด้วย โดยมุ่ง "กินรวบค้าปลีกทั้งระบบ" เช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับ "อเมซอน" อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ของโลกจากสหรัฐ และ "อาลีบาบา" ยักษ์อี-คอมเมิร์ซเบอร์ 1 ในจีน
อาลีบาบาเตรียมจะเปิดตัว "มอร์ มอลล์" (More Mall) ศูนย์การค้าแห่งแรกของบริษัทขนาด 5 ชั้น ขึ้นในนครหางโจว ในเดือน เม.ย. 2018 เพื่อจำหน่ายสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่วางขายบนทีมอลล์และเถาเป่า ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์ของอาลีบาบา เพราะแม้ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซจีนกำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยโตขึ้น 26.2% ในปี 2016 ไปอยู่ที่ 7.52 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 24 ล้านล้านบาท) แต่สัดส่วนการซื้อทางออนไลน์ในจีนยังอยู่เพียง 15% ของยอดค้าปลีกทั้งหมดที่ 4.98 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 164 ล้านล้านบาท) ซึ่งหมายความว่าชาวจีนถึง 85% ยังคงจับจ่ายผ่านห้างร้านแบบดั้งเดิมอยู่
ขณะที่อเมซอนก็เพิ่งซื้อโฮลฟู้ดส์ เชนซูเปอร์มาร์เก็ต มูลค่า 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.53 แสนล้านบาท) ไปเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยต้องการขยายตลาดค้าปลีกเข้าไปสู่กลุ่มอาหารและของชำให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์หน้าร้านเข้ามาผสมผสานไปพร้อมกัน
การยื่นล้มละลายของรายใหญ่อย่าง ทอยส์ อาร์ อัส ล่าสุดนี้จึงอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ไปพร้อมกันว่า เลือดของการปรับตัวในภาคค้าปลีกยังไม่หยุดไหลง่ายๆ
ปัญหาหลักๆ ของทอยส์นั้นมีหลายอย่างประกอบกันที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงมานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่การแข่งขันของอี-คอมเมิร์ซที่ทำให้ลูกค้าหันไปซื้อของผ่านอเมซอน ซึ่งสะดวกและมีราคาถูก จนทำให้อเมซอนขึ้นมาเป็นร้านค้าปลีกของเล่นที่ใหญ่ที่สุดแทนที่ทอยส์ และทำให้กลยุทธ์ราคาของทอยส์ที่เน้นขายถูกในฐานะร้านค้าปลีกรายใหญ่เริ่มเสื่อมคลอนลง
ปัจจัยการตลาดก็นับเป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะร้านของเล่นนั้นมักจะผูกกับหนังดังฝั่งบ็อกซ์ออฟฟิศ ที่ทำให้ของเล่นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าด้วย เช่น ทอยสตอรี่ และทรานส์ฟอร์เมอร์ส ทว่าในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมากลับไม่มีหนังเด็กที่ทำเงินและปลุกกระแสของเล่นให้เปรี้ยงปร้างได้มากพอ
ทว่า ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคใหม่" ที่เด็กๆ เริ่มเมินตัวต่อเลโก้และบาร์บี้ หันมาเล่นเกมคอนโซล สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ กันมากขึ้น จนบริษัทผู้ผลิตของเล่นต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าและ ต้องเร่งปรับตัวกันในช่วงหลายปีมานี้ บริษัทผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้อย่างแมทเทล ยังยอมรับความท้าทายของยุคสมัย แห่งเทคโนโลยี และจ้างอดีตผู้บริหารของกูเกิล อิงค์ เข้ามานั่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนใหม่เมื่อ ไม่นานมานี้
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์กได้ให้ มุมมองเอาไว้อีกด้านหนึ่งว่าการยื่น ล้มละลายของทอยส์อาจไม่ใช่แค่เรื่องสถานการณ์ว่าจะเจ๊งหรือไม่เจ๊ง แต่อาจเป็นเรื่องเกมความเชื่อมั่นทางธุรกิจระหว่างบริษัทกับเจ้าหนี้ที่งัดข้อกันมากกว่า ซึ่งทอยส์ก็ได้เงินกู้ซินดิเคทมาแล้ว 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.9 หมื่นล้านบาท) และต้องการความช่วยเหลือจากศาลล้มละลายมาช่วยให้ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อโดยไม่ถูก เจ้าหนี้ไล่ฟ้องยึดทรัพย์เอาง่ายๆ
หลังจากนี้ ทอยส์จะมุ่งไปที่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และปรับกลยุทธ์การขาย เช่น หันไปโฟกัสที่การขายเตียงเด็กแทนที่จะเป็นผ้าอ้อมในร้านค้าปลีก เบบีส์ อาร์ อัส เพราะเป็นสินค้าประเภทที่อเมซอนขายแข่งสู้ได้ไม่ดีพอ
ทั้งนี้ หากดูสภาพเศรษฐกิจสหรัฐ ที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวได้ดี ควบคู่กันไปจะพบว่า สถานการณ์ ของทอยส์และค้าปลีกอื่นๆ อาจไม่เลวร้ายนักในปลายปีนี้ โดยบริษัท ดีลอยท์ คาดว่าหลังเจอพิษเศรษฐกิจกันมาหลายปี การค้าปลีกในฤดูช็อปปิ้งระหว่างเดือน พ.ย.-ม.ค. ที่จะถึงนี้ น่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นระหว่าง 4-4.5% หรือคิดเป็นรายได้ 1.04-1.05 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 34.3-34.7 ล้านล้านบาท)
ภายใต้สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ภาวะเลือดไหลในภาคค้าปลีกอเมริกันจึงอาจบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง ในอนาคตที่การ ล้มหายตายจากเพราะยุคสมัยใหม่และการแข่งขันที่ดุเดือดยังไม่จบลง n







