
ยักษ์ของเล่นพ่ายอี-คอมเมิร์ซ
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ ในที่สุด ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซซึ่งกำลังเติบโตอย่างกว้างไกลและก้าวกระโดด ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับอาณาจักรของเล่นของ ทอยส์ อาร์ อัส อิงค์ผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ในสหรัฐที่มีสาขาทั่วโลกรวมถึงในไทย โดยบริษัทตัดสินใจยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 ต่อศาลล้มละลายเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ไปเมื่อวานนี้
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในที่สุด ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซซึ่งกำลังเติบโตอย่างกว้างไกลและก้าวกระโดด ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับอาณาจักรของเล่นของ ทอยส์ อาร์ อัส อิงค์ผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ในสหรัฐที่มีสาขาทั่วโลกรวมถึงในไทย โดยบริษัทตัดสินใจยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ภายใต้มาตรา 11 ต่อศาลล้มละลายเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย ไปเมื่อวานนี้
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางหนี้สินคั่งค้างถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.65 แสนล้านบาท) ซึ่งหนี้ 400 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.32 หมื่นล้านบาท) จะครบกำหนดชำระในปีหน้า
แม้บริษัทจะได้รับการจัดสรรเงินกู้ก้อนใหม่มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 9.9 หมื่นล้านบาท) จากบรรดา เจ้าหนี้ สำหรับฟื้นฟูธุรกิจต่อไป แต่ ทอยส์ อาร์ อัส ที่มีสาขาถึง 1,600 แห่งทั่วโลก นับเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่แห่งแรกในสหรัฐที่ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ และเป็นหนึ่งในบริษัทค้าปลีกสหรัฐกว่า 20 แห่งที่ยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์นับตั้งแต่ต้นปี 2017
ก่อนหน้านี้ ทอยส์ อาร์ อัส ถือเป็น "ปลาใหญ่" ในอุตสาหกรรมของเล่น เนื่องจากเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สามารถลดราคาของเล่นได้มากกว่าบริษัทขายของเล่นรายย่อยๆ แต่การปรากฏตัวของบรรดาร้านขายของลดราคา เช่น วอลมาร์ต และทาร์เก็ต เริ่มส่งผลให้ยอดขายของบริษัทลดลง โดยวอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นับตั้งแต่ปีงบการเงิน 2012 ยอดขายของบริษัทเริ่มไม่คงที่ ซึ่งสถานการณ์ ดังกล่าวย่ำแย่ลง เมื่ออเมซอน ยักษ์อี-คอมเมิร์ซ โผล่ขึ้นมาเป็นคู่แข่ง
แม้ทอยส์ อาร์ อัส ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1948 แต่ยังไม่สามารถขึ้นเป็นบริษัทขายของเล่นเบอร์ 1 ได้ โดยบริษัท ที่ปรึกษา โคลสเตอร์ เทรดดิ้ง คอร์ป เปิดเผยว่า อเมซอนคือบริษัทขายของเล่นรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ตามมาด้วยทอยส์ อาร์ อัส ที่อยู่อันดับ 2
ก่อนหน้านี้ ทอยส์ อาร์ อัส พยายามทำการตลาดแบบใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยหวังพึ่งโฆษณารายการทีวีเด็ก เช่น การ์ตูนเน็ทเวิร์ค แต่ยอดผู้ชมทีวีก็อยู่ในช่วงขาลงเช่นกัน ขณะที่การทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ถือเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเด็กๆ ไม่สามารถเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊กได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บริษัทไม่สามารถทำกำไรได้นับตั้งแต่ปี 2013 และยิ่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในไตรมาสที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ทอยส์ อาร์ อัส ขาดทุนสุทธิ 164 ล้านดอลลาร์ (ราว 5,425 ล้านบาท) จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ขาดทุนไป 126 ล้านดอลลาร์ (ราว 4,168 ล้านบาท) โดยหลายฝ่ายมองว่า การที่ ทอยส์ อาร์ อัส ไม่สามารถรักษา ยอดขายเอาไว้ได้ มาจากการที่บริษัทปรับตัวรับอี-คอมเมิร์ซช้าเกินไป
อย่างไรก็ดี ทอยส์ อาร์ อัสไม่ใช่บริษัทของเล่นรายเดียวที่อยู่ในช่วงขาลง โดย เลโก้ ผู้ผลิตของเล่นชื่อดังอีกราย เปิดเผยว่า ยอดขายไตรมาสล่าสุดร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี และเตรียมปรับลดพนักงานลง 8% ขณะที่ แมทเทิล บริษัทผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ ประกาศเปลี่ยนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) คนใหม่ หลังยอดขายและ กำไรร่วงลงมาเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน
คงต้องรอดูว่า การเดินหน้าปรับโครงสร้างบริษัท จะสามารถช่วยทอยส์ อาร์ อัส ฟื้นฟูอาณาจักรของเล่นได้ มากแค่ไหนในอนาคต







