posttoday
ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ แบ่งชัด-กำหนดโควตาใช้

ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ แบ่งชัด-กำหนดโควตาใช้

13 กันยายน 2560

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์การรู้จักเก็บออม รู้จักลงทุน คือ พื้นฐานความคิดสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่การเป็นผู้ที่มีสุขภาพการเงินที่ดี ก็เหมือนกับสุขภาพร่างกาย ที่เจ้าของร่างกายต้องดูแลให้ดี และบางครั้งสุขภาพร่างกายนั่นเองคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คนเราต้องหันมาใส่ใจสุขภาพการเงิน

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การรู้จักเก็บออม รู้จักลงทุน คือ พื้นฐานความคิดสำคัญที่จะนำพาเราไปสู่การเป็นผู้ที่มีสุขภาพการเงินที่ดี ก็เหมือนกับสุขภาพร่างกาย ที่เจ้าของร่างกายต้องดูแลให้ดี และบางครั้งสุขภาพร่างกายนั่นเองคือแรงบันดาลใจที่ทำให้คนเราต้องหันมาใส่ใจสุขภาพการเงิน

ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โมโน เทคโนโลยี และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน ฟิล์ม วัย 37 ปี เป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนที่ ใส่ใจสุขภาพการเงิน เพราะสุขภาพร่างกาย

ปฐมพงศ์ เล่าว่า ช่วงที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนการเงิน คิดง่ายๆ แค่ว่าดูแลตัวเองได้ก็พอ เพราะคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้บอกว่าต้องให้เงินท่าน

ในวันที่ทำงานได้เงินเดือนเดือนแรก สิ่งแรกที่ทำคือให้เงินก้อนนั้นกับคุณพ่อคุณแม่ จากนั้นก็เก็บเงินเองโดยตลอด ซึ่งเวลานั้นอยากเรียนต่อจึงมีเป้าหมายการเก็บเงินเพื่อเรียนต่อปริญญาโทและไว้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้านโดยที่ไม่พึ่งพาเงินของพ่อแม่

กระทั่งวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุรถชน ทำให้เดิน ไม่ได้ 3-4 เดือน จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คิดเรื่องการออมเงินมากขึ้น

"เวลานั้นเริ่มคิดได้ว่าเราจะเป็นเสาหลักของบ้านรุ่นต่อไป ถ้าเราบาดเจ็บมากกว่านี้ พ่อแม่จะทำยังไง เลยเริ่มคิดว่าต้องมีเงินออมฉุกเฉินเพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากการออมเพื่อส่งตัวเองเรียน"

ปฐมพงศ์ กล่าวว่า เป็นโชคดีของเขา เพราะหลังจากเกิดอุบัติเหตุ เจ้านายที่โมโนส่งให้เรียนปริญญาโท ออกเงินค่าเล่าเรียนให้ จึงไม่ต้องใช้เงินตัวเองเพื่อเรียนต่อ เงินที่ตั้งใจจะเก็บไว้เพื่อเรียนต่อก็กลายเป็นเงินเก็บไป และระหว่างที่เรียนต่อปริญญาโทที่ออสเตรเลีย ก็ทำงานไปด้วยและเริ่มเก็บเงินมากขึ้น

ช่วงนั้นเล็งเห็นว่ารุ่นพ่อแม่เก็บเงินสะสมให้ได้มากๆ ก่อนเพื่อไว้ให้ลูก แล้วจึงมองตัวเองทีหลังว่าถ้าเงินเหลือแล้วจะไปเที่ยว จึงเกิดความคิดว่าจะแบ่งเงินเก็บส่วนหนึ่งเพื่อพาพ่อแม่ไปเที่ยว

คิดได้เช่นนี้ ปฐมพงศ์ จึงเริ่มวางแผนแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ชัดเจน ก้อนแรก จะแบ่งเงินเพื่อพาพ่อแม่ไปเที่ยว ส่วนนี้คิดเป็น 10% ของแผนเก็บเงินทั้งหมด ส่วนต่อมาก็คือการเก็บออมเพื่อตัวเอง ไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ซื้อของสะสมเล็กน้อย 10% ส่วนที่ 3 คือเก็บไว้สำหรับยามฉุกเฉินและเพื่อครอบครัว 40% ส่วนสุดท้ายคือไว้ลงทุน 40%

ทั้งนี้ หากให้แบ่งตามรูปแบบการเก็บเงินส่วนที่เก็บไว้ยามฉุกเฉินและเพื่อครอบครัว 40% นั้นจะนำไปฝากไว้กับธนาคาร เช่นเดียวกับเงินที่เก็บไว้เพื่อท่องเที่ยวของครอบครัวก็จะแยกออกไปเลย

ขณะที่เงินเก็บส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการเก็บเพื่อตัวเองและลงทุน 40% จะลงทุนในหุ้น และ 10% ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว และกำลังมีแผนลงทุนเพิ่มในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) นอกเหนือจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทที่มีอยู่แล้ว

ปฐมพงศ์ แจกแจงต่อว่า เริ่มลงทุนในหุ้นเมื่อ 5 ปีก่อน สาเหตุที่เริ่มเพราะมีเพื่อนที่มีความรู้เรื่องหุ้นอธิบายให้ฟังว่า การลงทุนในหุ้นมีทั้งที่เป็นรายวันและระยะยาว ถ้าลงทุนหุ้นระยะยาวใช้เงินเย็นลงทุนก็มีความปลอดภัยและได้ผลตอบแทนดีระดับหนึ่ง เมื่อได้ฟังจึงอยากลองให้รู้และเริ่มเล่นหุ้นด้วยเงินก้อนเล็กๆ ก่อน

จากนั้นไม่นาน บริษัท โมโน เทคโนโลยี ก็เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งปฐมพงศ์ก็ได้ถือหุ้นส่วนหนึ่งในบริษัทด้วย ก็เริ่มได้ความรู้เพิ่มเติมจากเรื่องหุ้นของบริษัทตัวเอง ยิ่งระยะหลังต้องเป็นตัวแทนบริษัทไปให้ข้อมูลกับกองทุนต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องหุ้นของบริษัทยิ่งทำให้เรียนรู้มากขึ้นไปอีก

ไม่เพียงแต่การแบ่งลงทุน เรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ทำให้ปฐมพงศ์ เก็บเงินดีตามสัดส่วนการแบ่งที่ตั้งใจไว้

ปฐมพงศ์ เปิดเผยเทคนิคว่า โดยส่วนตัวแล้วหากจะซื้ออะไรจะมองก่อนว่าจำเป็นไหม เป็นการซื้อเพื่อความสุข ตามแฟชั่น หรือจำเป็นจริงๆ ถ้าเป็น กระแสแฟชั่นก็จะเตือนตัวเอง กำหนดโควตาให้ตัวเองว่าในแต่ละเดือนจะซื้อได้แค่ไหน ถ้าครบกำหนดแล้วก็จะไม่ซื้ออีก

"ใน 1 เดือนผมจะจำกัดตัวเองว่า ถ้าซื้อของเพื่อความสุข เพื่อกระแสแฟชั่น จะกำหนดเป็นโควตาการทำผิด ทำได้ไม่เกิน 5 ครั้ง ถ้าครบโควตาแล้วจะรู้สึกละอายใจไม่กล้าซื้อเพิ่มอีก ต่อให้ที่บ้านบอกว่าน่าซื้อมากก็จะไม่ซื้อ เพราะครบโควตาไปแล้ว ของกินที่ชอบก็เหมือนกัน เช่น ซื้อกาแฟแพงๆ จะกำหนดโควตาไม่เกิน 2 แก้ว/สัปดาห์" ปฐมพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปฐมพงศ์ มองว่าตัวเองไม่ใช่คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรอยู่แล้ว แม้ว่าการใช้เงินจะเปลี่ยนไปบ้างเพื่อขึ้นมาทำงานเป็นระดับผู้บริหาร โดยจะใช้เงินเพื่อการทำงานมากขึ้น เช่น จากเดิมแต่งตัวอย่างไรก็ได้ ก็ต้องแต่งตัวให้ดีขึ้นเพื่อให้ลูกน้อง ทีมงานเกรงใจ แต่ก็ไม่ใช่คนที่เน้นสินค้าแบรนด์เนมมากๆ แค่เลือกที่มีคุณภาพดีขึ้น

นอกจากนั้นก็เป็นการใช้จ่ายส่วนตัวเพิ่มเติมเวลาพบปะกับลูกค้าแบบไม่เป็นทางการ ส่วนเรื่องการไปเที่ยวก็ยังเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวเองอยู่

ปฐมพงศ์ ให้คำแนะนำดีๆ ฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ว่าการใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะชีวิตเรามีชีวิตเดียวก็ต้องหาความสุขให้ตัวเองบ้าง แต่ถ้าใช้จ่ายเกินตัวไม่คิดหน้าคิดหลังถือเป็นเรื่องเกินไป

เวลาใช้จ่ายควรคิดด้วยว่ามีความสุขระดับไหนแล้วควรพอ อยากรับประทานอาหาร อร่อยๆ ก็ไปรับประทานให้รู้ แต่ไม่ใช่ไป รับประทานทุกสัปดาห์ หรือที่เราเห็นคนรุ่นใหม่มักจะออกมาบอกว่ามีปัญหาทุกสิ้นเดือนต้องนั่งกินบะหมี่สำเร็จรูป แต่กลับไปซื้อบัตรคอนเสิร์ตนักร้องต่างประเทศแพงๆ ได้ ถ้าคิดว่าแลกความสุขกับการต้องนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปไม่รู้กี่ชามก็โอเค แต่อย่าโอดโอยเมื่อทำไปแล้ว และไม่ควรยืมเงินเพื่อนมาซื้อ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

อีกประเด็นคือเรื่องการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ไม่ควรจะใช้จ่ายเกินตัว ควรใช้จ่ายอยู่ในกรอบเงินเก็บที่กันเอาไว้แล้ว

"แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดเดียว ยับยั้ง ชั่งใจนิดเดียว บางทีความสุขก็ไม่ได้ลดลงมากมาย" ปฐมพงศ์ แนะนำ

ท้ายนี้ ปฐมพงศ์เชื่อว่าจากวิธีการคิดและการเก็บเงินในแบบฉบับที่ทำอยู่ เมื่อถึงวัยเกษียณแล้ว เชื่อว่าตัวเองคงไม่มีจุดที่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง

นี่คือวิธีบริหารเงินดีๆ ของคนที่เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานตัวเล็กๆ จนก้าวไปสู่ระดับบริหารได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ