
เตรียมพร้อมปัจจุบัน เพื่อไปอย่างสบาย
ลีลี่ โจวการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยวางแผนรองรับอนาคตก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำ เพราะเราไม่รู้ว่าหนึ่งชีวิตนี้จะสั้นหรือยืนยาวแค่ไหน
ลีลี่ โจว
การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ชีวิตในปัจจุบันโดยวางแผนรองรับอนาคตก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำ เพราะเราไม่รู้ว่าหนึ่งชีวิตนี้จะสั้นหรือยืนยาวแค่ไหน
ใครจะรู้ว่าตรากตรำทำงานหนักสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี มีเงินมีทองกองโตไว้เผื่อจนถึงลูกหลาน แต่ถ้าตั้งอยู่ในความประมาท ไม่เตรียมวางแผนเผื่อความเสี่ยงด้านสุขภาพในอนาคต เมื่อถึงคราวป่วยไข้อย่างหนักเข้าขั้นที่ตัวเองไม่สามารถตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับร่างกายตัวเองได้
สุขภาพการเงินที่สร้างมาอย่างมั่นคงอาจสูญสลายในชั่วพริบตา
ในงานสัมมนา Unwanted Truth : ความจริงที่ไม่อยากพูดถึง ซึ่งเป็นงานสัมมนาเปิดตัวบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม ได้มีการบรรยายความจริงที่คนทั่วไป โดยเฉพาะคนในวัยเกษียณพึงรู้และตระหนักไว้ว่าจริงๆ แล้วเราทุกคนตั้งแต่เริ่มทำงานหรือเริ่มป่วยก็ควรทำพินัยกรรมชีวิตเอาไว้ เพราะเรื่องการเจ็บป่วยในยามชราคือต้นทุนของครอบครัว ซึ่งหลายคนไม่ทำพินัยกรรมแต่เนิ่นๆ เพียงเพราะกลัวว่าจะเป็นการแช่งตัวเอง
เมื่อต้นชีวิตไม่ได้ทำเอาไว้ หากวันนี้ล่วงเลยถึงวัยเกษียณแล้ว เริ่มทำก็ยังไม่สาย เพราะถ้าในวันนี้ยังไม่เริ่มวางแผน หากมีกรณีเลวร้ายเกิดขึ้นด้านสุขภาพของคุณ ลูกหลานอาจต้องใช้เงินจำนวนมากถึงขั้นธุรกิจเสียหายมาเพื่อรักษา ทั้งที่การใช้เงินครั้งนั้นอาจเป็นเพียงการยื้อชีวิต ที่คนป่วยต้องทรมาน แต่ลูกหลานที่ต้องตัดสินใจกลับไม่กล้าปล่อยให้ไป เพียงเพราะกลัว "บาป" เพียงเพราะอยากให้โลกรู้ว่า "กตัญญู"
วิธีป้องกันไม่ให้เกิด คือ การทำพินัยกรรมชีวิต เพื่อแสดงเจตนาล่วงหน้าเกี่ยวกับการขอรับการรักษาสุขภาพช่วงสุดท้ายและการตายดี ควบคู่กับการทำพินัยกรรมทั่วไป แม้การทำพินัยกรรมชีวิตยังเป็นข้อถกเถียงระหว่างหมอกับคนไข้เกี่ยวกับการดำเนินการรักษา แต่สิ่งที่ช่วยได้แน่นอนคือ ลดการทะเลาะเบาะแว้งของญาติผู้ป่วย ลดภาระทางการเงินที่อาจต้องเสียไปสูงมากๆ เพื่อยื้อชีวิตผู้ป่วยไว้
คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจ เพื่อสังคม ให้ข้อคิดว่า เราทุกคนควรได้รับการอบรมเตรียมพร้อมสู่การจากไปด้วยดี แน่นอนว่าวิทยาการทางการแพทย์ปัจจุบันดีขึ้น แต่หลายครั้งก็เป็นเพียงการยื้อชีวิต ยืดกระบวนการตายทั้งที่สุดท้ายก็หยุดไม่ได้อยู่ดี จึงควรเตรียมพร้อมให้ดีรับมือความตายมากกว่าซึ่งผู้สนใจดูข้อมูลได้ที่ www.cheevamitr.com
ตัวอย่างที่อยากพูดถึงคือนักเขียนท่านหนึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวมีรถมีบ้านพร้อม เมื่อแม่เป็นมะเร็งแล้วลูกสู้ทุ่มเงินรักษาแม่ รั้งแม่ให้อยู่จนถึงที่สุด ผลคือบ้านและรถต้องขายทิ้ง คุณภาพชีวิตหายไปแต่แม่ก็เสียชีวิต พอเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวใหม่ พ่อก็ป่วยเป็นมะเร็ง แต่จากการตายของแม่ทำให้พ่อเข้าใจและลูกกับพ่อคุยกันได้ พ่อจึงได้จากไปอย่างสงบ เพราะจัดการทุกอย่างได้ดี ส่วนลูก สถานะการเงินไม่ตกต่ำ
นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รอง คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กราฟชีวิตคนเรานั้นมีแนวรับ (ไม่ได้) และแนวต้าน (ไม่อยู่) ทุกคนไม่อยากอยู่ด้วยชีวิตที่ไม่มีคุณภาพ ทุกคนคาดหวังใช้เวลาอยู่เหนือแนวรับให้นานที่สุดหรืออย่างน้อยขอจากไปอย่างไม่ทรมาน
ที่ผ่านมาสิ่งที่แพทย์ไม่อยากทำคือ การยื้อ ญาติมักบอกเสมอว่า "ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เรื่องค่าใช้จ่ายไม่มีปัญหา" แต่สิ่งที่ทำบางครั้งก็คือการทำให้อยู่ได้นานแต่ทรมาน ทั้งที่การดูแลระยะสุดท้ายของชีวิตที่ดีคือทำให้อยู่ดีไปดี
ปัญหาคือ เรื่องระยะสุดท้ายมัก ไม่ค่อยมีการพูดถึงหรือวางแผนไว้ก่อน ผู้ป่วยมักไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ การรักษาทุกวันนี้เป็นการรักษาโรคให้หายแต่ไม่ใช่รักษาตัวคน เป็นการรักษาที่มากเกินไปแต่มีประโยชน์น้อย หากเป็นไปได้ควรเน้นยกระดับชีวิตระยะสุดท้ายให้ดี เน้นที่คุณภาพชีวิต ดูแลชีวิตแบบรักษาสมดุล รู้ว่าควรหยุดเมื่อไหร่
เมื่อรู้ เข้าใจ เตรียมให้พร้อมเพื่อไปดี แค่นี้ชีวิตยามเกษียณก็มีความ สุขแล้ว







