
เก็งกำไรเงินบาท สกัดได้แค่ชั่วคราว
ชลลดา อิงศรีสว่างในช่วงนี้นักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะหลุด 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในเร็วๆ นี้ เพราะเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอย่างต่อเนื่องในตลาดทุน ทั้งตลาดพันธบัตรและในตลาดหุ้น โดยมีปัจจัยหนุนนำทั้งปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ
ชลลดา อิงศรีสว่าง
ในช่วงนี้นักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันหมดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะหลุด 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในเร็วๆ นี้ เพราะเงินทุนไหลเข้ายังคงมีอย่างต่อเนื่องในตลาดทุน ทั้งตลาดพันธบัตรและในตลาดหุ้น โดยมีปัจจัยหนุนนำทั้งปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ
ปัจจัยที่สนับสนุนให้เงินบาท แข็งค่ามากขึ้นจนทำสถิติสูงสุดในเอเชีย มาจากการที่เศรษฐกิจไทยเริ่มมีแรงส่งให้ขยายตัวมากจากการส่งออกที่ฟื้นตัว อย่างชัดเจน การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง โดยปีที่แล้วทั้งปีไทยเกินดุลอยู่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ปีนี้ ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ไทยเกินดุลอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2560 อยู่ที่ระดับ 1.99 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.591 ล้านล้านบาท แม้ทุน สำรองจะขึ้นๆ ลงๆ ตามการค้าขาย การท่องเที่ยว และการนำเข้าต่ำ แต่ก็ถือว่าไทยเป็นประเทศที่มีทุนสำรอง สูงมาก แค่ 2 ปัจจัยนี้ ก็นับว่าฐานะการเงินของประเทศแข็งแกร่ง จึงเป็นแหล่งที่น่าลงทุนมากแห่งหนึ่งของโลก
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมี นักลงทุนนำเงินเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากดูไส้ในของเงินไหลเข้าจะเห็นว่า ไม่ได้ไหลเข้ามาเพราะเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นประเทศ ที่น่าลงทุนอย่างยิ่ง เนื่องจากการไหลเข้าของเงินลงทุนทางตรงเพื่อมาลงทุนสร้างโรงงานมีน้อยมาก เงินไหลเข้าส่วนใหญ่ไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นและตลาดหุ้น โยกกันไปมาสองตลาด
อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้มา นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร (บอนด์) ไทยค่อนข้างมาก โดย 8 เดือนของปีนี้ มียอดซื้อสุทธิประมาณ 1.4 แสนล้านบาท
การไหลเข้าของเงินนอกที่เป็นเงินร้อนนี้ เริ่มสร้างปัญหากับระบบเศรษฐกิจไทย เพราะไปดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเหตุผลการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงลิ่วเป็นเหตุผล ซึ่ง ธปท.ใช้มาตรการอย่างอ่อนๆ ในการจัดการเงินร้อนเหล่านี้ด้วยการลดวงเงินพันธบัตรระยะสั้นที่ออกขาย จากเดิมจะออกขายเดือนละ 4 แสนล้านบาท เหลือเดือนละ 3 แสนล้านบาท เพื่อลดการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ซึ่ง ธปท.ดำเนินการมาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ จนถึงปัจจุบันแต่ก็ไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี ผลจากมาตรการ ธปท.ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยิลด์)ระยะสั้นปรับลดลงค่อนข้างมาก โดยรุ่นอายุ 1 เดือน บอนด์ยิลด์อยู่ที่ 1.15% เพราะสินค้ามีน้อยลง แต่ความต้องการยังคงเพิ่มขึ้นเห็นได้จากสัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะสั้นเพิ่มจาก 9% ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ขยับขึ้นมาเป็น 12% ในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งทำให้สัดส่วนการถือครองพันธบัตรระยะยาวก็เปลี่ยนแปลงสัดส่วนตามไปด้วย
สิ่งที่ ธปท.ทำ นอกจากมาตรการ ดังกล่าว คือ การเข้าแทรกแซงตลาดเงินเป็นช่วงๆ ตามความเหมาะสม ด้วยมีวัตถุประสงค์ชะลอการแข็งค่าเงินไม่ให้รวดเร็วและรุนแรงมากจนเกินไป โดยซื้อเงินเก็บโดยตรงเลย โดยเห็นได้จากฐานะซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าสุทธิที่ ธปท.จะต้องรายงานทุกสัปดาห์ ซึ่งจะมีการซื้อขายบวกลบตลอดเวลา และคำนวณกลับมาว่า ธปท.แทรกแซงตลาดเงินไปมากน้อยแค่ไหน
การดำเนินนโยบายโดยเปิดเผยนี้ มีผลกระทบโดยอ้อมทำให้นักเก็งกำไรก็สามารถคาดเดาได้ว่า หากทำให้เงินบาทแข็งค่ามากๆ ธปท.ก็จะเข้ามาแทรกแซงตลาดแน่ๆ ดังนั้นสามารถที่จะใช้ช่องทางนี้เก็งกำไรค่าเงินบาทได้อีกทางหนึ่ง
ธปท.เองก็ตระหนักในข้อนี้ และเริ่มเห็นสัญญาณการเก็งกำไร ค่าเงิน จึงได้ออกมาตรการที่ 2 สกัดไว้ก่อนด้วยการส่งหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทุกแห่ง ให้ติดตามข้อมูลการโอนเงินบาทระหว่างบัญชีของผู้มีถิ่นฐานอยู่นอกประเทศ (NR) ใกล้ชิด และขอให้สถาบันการเงินแจ้ง ธปท.ทันที หากพบความผิดปกติของการโอนเงินระหว่างบัญชี Non- resident Baht Account (NRBA)
จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ เริ่มเห็นพฤติกรรมการโอนเงินบาทระหว่างบัญชี NR ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งมียอดคงค้างทุกบัญชีเกิน 300 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด ก็จะถูกบังคับขาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในการติดตาม แต่มองว่าการเข้ามาของเงินดังกล่าว คงไม่ได้ตั้งใจมาเก็งกำไร แต่เป็นเงินลงทุนที่เข้ามากระจายการลงทุนในรูปเงินบาทและสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ในขณะที่ช่วงนี้ผลตอบแทนการลงทุนพันธบัตรยังต่ำเกินไปและตลาดหุ้นไทยยังไม่ไปไหน
"ตอนนี้ตลาดกำลังจับสัญญาณว่า ธปท.จะดูแลค่าเงินบาทในทิศทางใด ขณะนี้มีเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา มองว่าหลังจากนี้หาก ธปท.จะทำอะไรควรรับฟังความเห็นของตลาด อันไหนทำได้หรือไม่ เช่น การจำกัดไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดบ้าง หรือจำกัดยอดคงค้างในบัญชีเป็นศูนย์ เพื่อสกัดบาทแข็ง หรือการเพิ่มสถานะการปล่อยกู้ยืมเงินบาทเพิ่มขึ้นจะช่วยให้เมื่อบาทอ่อนค่าจะยิ่งอ่อนค่าเร็วขึ้น" จิติพล กล่าว
แต่ก็ไม่ใช่แค่เพียงรู้ว่า ธปท. จะเข้าแทรกแซงค่าเงินแล้วจะทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่นำเงินเข้ามา เก็งกำไร แต่เป็นเพราะในต่างประเทศเองก็มีปัจจัยอีกหลายประการที่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหดหายและไม่กล้าไปลงทุนในประเทศที่กลัวว่า จะเผชิญกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีที่ สร้างความตื่นตระหนกทั้งโลก การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ ตามมาด้วยการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในวันที่ 20-21 ก.ย.คาดว่าจะคงนโยบายการเงินในการประชุมครั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่ากดดันให้เงินสกุลอื่นแข็งค่าขึ้น
แต่ไม่ว่าตลาดเงินและตลาดทุนโลกเป็นอย่างไร ถ้านักเก็งกำไรยังคงพบความจริงว่า หากทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ธปท.จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ เพราะจะถูกกดดันทั้งจากภาครัฐและเอกชนขอให้ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่า การเก็งกำไรเป็นช่วงๆ ก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากและทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ก็ยังคงจะถูกนักลงทุนใช้เป็นเหตุผลหลักในการอธิบายปรากฏการณ์เงินไหลเข้า ทั้งๆ ที่พื้นฐานเศรษฐกิจ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การบริโภคในประเทศยังอ่อนแอ การส่งออกก็เพิ่งจะฟื้นตัวในปีนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิตอย่างฟิทช์ เรทติ้งส์ เอง ก็ยังเห็นว่าอันดับเครดิตประเทศไทยยังไม่ขยับ แม้จีดีพีจะโตสูงขึ้นก็ตาม n







