posttoday
วัฏจักรขาขึ้น หุ้นรับเหมา

วัฏจักรขาขึ้น หุ้นรับเหมา

13 กันยายน 2560

บงกชรัตน์ สร้อยทองฟันเฟืองอีกหนึ่งกูรูเศรษฐกิจทั้งหลายส่งสัญญาณว่า เริ่มส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้ว คือ "การลงทุนของภาครัฐ" โดยเฉพาะการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟทางคู่ รวมถึงการเอาจริงเอาจังที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนในการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ฟันเฟืองอีกหนึ่งกูรูเศรษฐกิจทั้งหลายส่งสัญญาณว่า เริ่มส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้ว คือ "การลงทุนของภาครัฐ" โดยเฉพาะการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟทางคู่ รวมถึงการเอาจริงเอาจังที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนในการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

"กวี ชูกิจเกษม" รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างรอการประมูล 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท คาดว่าจะเริ่มทยอยประมูลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางปี 2561 มูลค่ากว่า 4.5 แสนล้านบาท หรือรวมแล้ว 1.5-1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งน่าจะรองรับการลงทุนไปอีก 5 ปีหลังจากนี้

ปัจจัยเหล่านี้ย่อมจะส่งผลเชิงบวกต่อหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือ "กลุุ่มรับเหมาก่อสร้าง" จากการประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2561 ปรากฏว่าหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่รวมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจะมีกำไรเติบโตสูงสุดจากหุ้นทุกอุตสาหกรรม คือ 52% แต่หากมองแยกหรือลงลึกไปกว่านั้น คือ แค่ 4 บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่รวมกันจะเติบโต 24% โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรเติบโตรองลงมา คือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะโตถึง 44%

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ คือ เมื่อรัฐมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่นิ่งชัดเจน ก็จะเป็นแรงส่งที่สำคัญให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี นี้เป็นต้นไป และที่ผ่านมาก็เริ่มเห็น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผุดโครงการใหม่ขึ้นมา อีกทั้งตัวเลขเดือน ส.ค.เริ่มเห็นยอดการเติบโตของสาขาเดิมในกลุ่ม ค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อกลับมา

"ความสำคัญของการลงทุนภาครัฐนอกจากช่วยกระตุ้นภาคการลงทุนโดยตรงของเอกชนและการบริโภคแล้ว ยังเป็นสิ่งที่จะช่วยเรียกความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นอีกด้วย เพราะสิ่งที่ต่างชาติรอ คือ นโยบายที่ชัดเจนและความต่อเนื่องการลงทุน คาดว่าถึงปลายปีหน้าเม็ดเงินต่างชาติน่าจะกลับเข้ามาได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท จากปีก่อนเข้ามาแล้ว 1 แสนล้านบาท หรือทั้งหมดจะไหลกลับเข้ามาเท่าที่ออกไป 3 แสนล้านบาท หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์"

ทั้งนี้ หุ้นที่แนะนำยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าปัจจัยพื้นฐาน กลุ่มรับเหมาแนะนำ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ช.การช่าง (CK) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) และกลุ่ม โลจิสติกส์ แนะนำ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD)

บล.เอเซีย พลัส ก็เพิ่งปรับมุมมองเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยเป็น 60% ของพอร์ตจากเดิม 50% เพราะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวจริง ทั้งจากการส่งออก การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ขายหุ้นที่ราคาขึ้นมาเกินพื้นฐานและย้ายไปในหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นกว่า พื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งกลุ่มรับเหมาที่ เอเซีย พลัส แนะนำ คือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เพิ่งปรับคำแนะนำกลุ่มรับเหมาเป็นมากกว่าตลาดจากเดิมมุมมองคงที่ โดยให้ CK ราคาเป้าหมายเป็น 42 บาท จากเดิม 36.00 บาท STEC ปรับขึ้นเป็น 35.50 บาท จากเดิม 28.50 บาท และ UNIQ ปรับขึ้นเป็น 27.50 บาท จากเดิม 21.00 บาท

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล