
วัฏจักรขาขึ้น หุ้นรับเหมา
บงกชรัตน์ สร้อยทองฟันเฟืองอีกหนึ่งกูรูเศรษฐกิจทั้งหลายส่งสัญญาณว่า เริ่มส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้ว คือ "การลงทุนของภาครัฐ" โดยเฉพาะการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟทางคู่ รวมถึงการเอาจริงเอาจังที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนในการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ฟันเฟืองอีกหนึ่งกูรูเศรษฐกิจทั้งหลายส่งสัญญาณว่า เริ่มส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้ว คือ "การลงทุนของภาครัฐ" โดยเฉพาะการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ รถไฟทางคู่ รวมถึงการเอาจริงเอาจังที่ต้องการให้เกิดความชัดเจนในการลงทุนโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
"กวี ชูกิจเกษม" รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโครงการที่อยู่ระหว่างรอการประมูล 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท คาดว่าจะเริ่มทยอยประมูลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางปี 2561 มูลค่ากว่า 4.5 แสนล้านบาท หรือรวมแล้ว 1.5-1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งน่าจะรองรับการลงทุนไปอีก 5 ปีหลังจากนี้
ปัจจัยเหล่านี้ย่อมจะส่งผลเชิงบวกต่อหลายอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นคือ "กลุุ่มรับเหมาก่อสร้าง" จากการประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2561 ปรากฏว่าหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่รวมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจะมีกำไรเติบโตสูงสุดจากหุ้นทุกอุตสาหกรรม คือ 52% แต่หากมองแยกหรือลงลึกไปกว่านั้น คือ แค่ 4 บริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่รวมกันจะเติบโต 24% โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรเติบโตรองลงมา คือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่จะโตถึง 44%
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ คือ เมื่อรัฐมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่นิ่งชัดเจน ก็จะเป็นแรงส่งที่สำคัญให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี นี้เป็นต้นไป และที่ผ่านมาก็เริ่มเห็น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผุดโครงการใหม่ขึ้นมา อีกทั้งตัวเลขเดือน ส.ค.เริ่มเห็นยอดการเติบโตของสาขาเดิมในกลุ่ม ค้าปลีกหรือร้านสะดวกซื้อกลับมา
"ความสำคัญของการลงทุนภาครัฐนอกจากช่วยกระตุ้นภาคการลงทุนโดยตรงของเอกชนและการบริโภคแล้ว ยังเป็นสิ่งที่จะช่วยเรียกความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นอีกด้วย เพราะสิ่งที่ต่างชาติรอ คือ นโยบายที่ชัดเจนและความต่อเนื่องการลงทุน คาดว่าถึงปลายปีหน้าเม็ดเงินต่างชาติน่าจะกลับเข้ามาได้ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท จากปีก่อนเข้ามาแล้ว 1 แสนล้านบาท หรือทั้งหมดจะไหลกลับเข้ามาเท่าที่ออกไป 3 แสนล้านบาท หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์"
ทั้งนี้ หุ้นที่แนะนำยังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าปัจจัยพื้นฐาน กลุ่มรับเหมาแนะนำ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ช.การช่าง (CK) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) และกลุ่ม โลจิสติกส์ แนะนำ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD)
บล.เอเซีย พลัส ก็เพิ่งปรับมุมมองเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยเป็น 60% ของพอร์ตจากเดิม 50% เพราะเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวจริง ทั้งจากการส่งออก การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ขายหุ้นที่ราคาขึ้นมาเกินพื้นฐานและย้ายไปในหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นกว่า พื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งกลุ่มรับเหมาที่ เอเซีย พลัส แนะนำ คือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ)
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เพิ่งปรับคำแนะนำกลุ่มรับเหมาเป็นมากกว่าตลาดจากเดิมมุมมองคงที่ โดยให้ CK ราคาเป้าหมายเป็น 42 บาท จากเดิม 36.00 บาท STEC ปรับขึ้นเป็น 35.50 บาท จากเดิม 28.50 บาท และ UNIQ ปรับขึ้นเป็น 27.50 บาท จากเดิม 21.00 บาท







