posttoday
ซีฟโก้กินยาวหลังรัฐลงทุน

ซีฟโก้กินยาวหลังรัฐลงทุน

13 กันยายน 2560

บงกชรัตน์ สร้อยทองนอกจากกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่จะได้อานิสงส์จากที่ภาครัฐมีนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผู้รับเหมารายเล็กที่รับงานต่อเนื่องจากรายใหญ่ ก็ไม่พลาดรถไฟขบวนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มเจาะเสาเข็มและกำแพงกั้นดินที่เป็นเจ้าตลาด และอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มายาวนานถึง 42 ปี อย่าง บริษัทซีฟโก้ (SEAFCO)

บงกชรัตน์ สร้อยทอง

นอกจากกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่จะได้อานิสงส์จากที่ภาครัฐมีนโยบายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผู้รับเหมารายเล็กที่รับงานต่อเนื่องจากรายใหญ่ ก็ไม่พลาดรถไฟขบวนนี้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มเจาะเสาเข็มและกำแพงกั้นดินที่เป็นเจ้าตลาด และอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มายาวนานถึง 42 ปี อย่าง บริษัทซีฟโก้ (SEAFCO)

"ณรงค์ ทัศนนิพันธ์" กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ผลจากที่ภาครัฐมีการเปิดประมูลงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันช่วยรองรับงานให้กับซีฟโก้ยาวไปถึงปี 2561 แต่ยังไม่รวมงานที่บริษัทอยู่ระหว่างการติดตามและเตรียมยื่นเสนองานมูลค่ารวมอีก 1 หมื่นล้านบาท เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีเหลือง ที่ ยื่นเสนอทาง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) อยู่ระหว่างการรอประกาศผลและโครงการวันแบงค็อกที่จะยื่นซองเสนอราคารอบ 2

บริษัทมีงานที่รอรับรู้รายได้ (แบ็ก ล็อก) อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ภายในปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานเสาเข็มรถไฟฟ้าสายสีส้มอีก 1,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะทำให้บริษัทมีแบ็กล็อกที่สูงแตะระดับ 2,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก จากเดิมที่แค่ระดับ 500-800 ล้านบาท ก็ถือว่าดีมากแล้ว

งานภาครัฐที่ทำอยู่ คือ รถไฟทางคู่เส้นจิรัช-ขอนแก่น ที่รับจากกลุ่ม บริษัท ช.การช่าง (CK) ซึ่งกำหนดเสร็จปลายปีนี้ และยังมีงานรถไฟฟ้าใต้ดินที่จะรับงานต่อจาก CK เช่นกัน งานมอเตอร์เวย์ 3 ดีลทำเสร็จไปแล้ว 1 ตอน ที่เหลือคือกับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ที่ จ.สระบุรี และงานที่ระยองทำเสาเข็มเจาะในหิน ซึ่งเป็นงานยากแต่ได้ราคาดี ขณะที่งานภาคเอกชนก็ยังเข้ามาต่อเนื่อง แต่เพราะตอนนี้มีงานเสาเข็มเจาะจำนวนมากบริษัทจึงไม่ค่อยได้ไปรับงานโยธาในการก่อสร้างอาคาร รวมถึงจะลดงานปรับปรุงคุณภาพดินไปด้วย

ปัจจุบันสัดส่วนงานภาครัฐ 41% เอกชน 57% แต่อนาคตภาคเอกชนกับรัฐจะเป็น 50%

ตั้งแต่ต้นปี 2560 บริษัทยื่นร่วมประมูลแล้วโดยไม่รวมโครงการขนาดใหญ่ทั้งหมด 207 โครงการ หรือประมาณ 1 หมื่นกว่าล้านบาท โดยบริษัท ซีฟโก้ ได้มาทั้งหมด 38 โครงการ หรือประมาณ 19% หรือมูลค่า 1,900 ล้านบาท

หากรวมโครงการขนาดใหญ่ด้วย ซีฟโก้ยื่นประมูลไปทั้งหมด 232 โครงการ และได้มาทั้งหมด 52 โครงการหรือ 18% คิดเป็น 3,338 ล้านบาท ทว่าช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีโครงการที่ยังไม่ได้ประกาศอีก 1 หมื่นกว่าล้านบาท หรือ 63%

อย่างไรก็ตาม โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงต้องรอให้ผู้เล่นรายใหญ่เป็นผู้ประมูลและถึงตอนนั้นถึงพอจะประเมินได้ว่าบริษัทจะมีโอกาสได้รับงานนั้นหรือไม่ แต่ผลที่ได้ทางอ้อมคือโครงการเหล่านี้จะทำให้ตลาดเสาเข็มเจาะมีความตื่นตัวได้มาก ขณะเดียวกันถ้าบริษัทได้รับงานขึ้นมาก็มีศักยภาพในการทำงานได้ เพราะมีเครื่องมือมากสุดในอุตสาหกรรมก็สามารถรองรับงานโครงการต่างๆ ได้

"เมื่องานในประเทศมีปริมาณที่เยอะ ทำให้การแข่งขันในการทำธุรกิจไม่ได้รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา และเป็นเรื่องดีที่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรม เสาเข็มเจาะมากขึ้น แสดงว่าภาคการลงทุนก่อสร้างในประเทศไทยมีการเติบโตที่ดี มองว่ามุมบวกต่ออุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ภาคแรงงานก็ไม่ขาดแคลนเพราะมีการดำเนินงานถูกกฎหมายในการจ้างแรงงานต่างประเทศ"

"ณรงค์" กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทปีนี้กลับมาสูงสุดในรอบ 3 ปีที่เคยทำได้ 11.05% ในปี 2557 โดยคาดว่าปีนี้จะกลับมามากกว่า 10% และครึ่งปีแรกทำได้แล้ว 10.87%

อย่างไรก็ดี บริษัทยังเดินหน้าที่จะบริหารความเสี่ยงจากการดำเนินงานด้วยการกระจายสัดส่วนรายได้มาจากต่างประเทศ และเพื่อให้เกิดการใช้เครื่องมือที่มีกว่า 40 ตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยคาดว่าปีหน้าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 5% จากปีนี้ 2-3% เพราะมีงานเสาเข็มและกำแพงกั้นดิน ของโครงการแลนด์มาร์คคอมเพล็กซ์ในเมียนมา มูลค่า 100 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 และรับรู้รายได้ปีหน้าและมีอีก 1 โครงการเอกชนที่กัมพูชา มูลค่า 100-200 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างและรับรู้รายได้ในปีหน้า

"การไปต่างประเทศบริษัทจะหาพันธมิตร หรือผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศนั้นไปด้วย ไม่ไปเองทั้งหมด อย่างที่เมียนมาซีฟโก้ถือหุ้น 80% และพันธมิตรถืออีก 20% ส่วนที่กัมพูชาตั้งใจจะเปิดบริการที่กัมพูชาปลายปีนี้ แต่เพราะงานในประเทศมีจำนวนมาก ทำให้ต้องเลื่อนไปเปิดในปีหน้าแทน"

นอกจากนั้น วันที่ 12 ต.ค. จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) เหลือ 0.50 บาท จากเดิม 1 บาท เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสถือหุ้นมากขึ้น แม้ว่าราคาหุ้นอาจจะลดลงมาแต่จะเป็นจังหวะดีที่บริษัทมีโครงการรับรู้งานต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนสนใจหุ้นบริษัทมากขึ้น

ณรงค์ กล่าวว่า จุดเด่นของบริษัทในการทำกลยุทธ์และการตลาดคือ เมื่อบริษัทมีโอกาสทำโครงการขนาดใหญ่เสร็จก็จะทำเอกสารวิชาการทั้งภาษาไทยและต่างประเทศไว้ ประโยชน์ที่ได้คือบริษัทจะได้ไปพบผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกเวลามาทำงานในไทย ที่มีโอกาสมาหาบริษัทเพราะบริษัทมีข้อมูล หรือรายละเอียด และถือว่าเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ต่อไป อีกทั้งทำการวิจัยร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทจากเอไอทีที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นการหาบุคลากรไว้รองรับการขยายงานไปต่างประเทศในโอกาสถัดไป โดยผู้บริหารของบริษัทที่ประจำที่เมียนมาปัจจุบันเป็นชาวเมียนมาที่ทำงานกับบริษัทมาแล้ว 20 ปี และตอนนี้ก็ทำโครงการร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทกัมพูชาทั้งหมด 3 คน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล