
เมื่ออัตราเงินเฟ้อไม่สะท้อนการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]การยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้ดีขึ้นเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็มีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในประเทศมีมาตรฐานการครองชีพที่ดี และการมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นนั้น ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือมีค่าครองชีพแพงขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น การลงทุนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และระบบสาธารณูปโภคที่ดีในเขตเมือง ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้พื้นที่ในเขตเมืองมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า คนมีความต้องการที่จะอยู่อาศัยในเขตเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของการอยู่อาศัยในเขตเมืองย่อมต้องเพิ่มขึ้น หรือค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย
ผศ.ดร.สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุขคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)www.econ.nida.ac.th; [email protected]
การยกระดับมาตรฐานการครองชีพให้ดีขึ้นเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็มีวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนในประเทศมีมาตรฐานการครองชีพที่ดี และการมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นนั้น ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น หรือมีค่าครองชีพแพงขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น การลงทุนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และระบบสาธารณูปโภคที่ดีในเขตเมือง ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้พื้นที่ในเขตเมืองมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า คนมีความต้องการที่จะอยู่อาศัยในเขตเมืองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนของการอยู่อาศัยในเขตเมืองย่อมต้องเพิ่มขึ้น หรือค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย
ถ้าจะพิจารณาว่า โอกาสทางเศรษฐกิจที่มากกว่า ดีกว่า (ถ้าทำธุรกิจก็มีโอกาสทำกำไรได้มาก ถ้าไปทำงานก็มีโอกาสได้รับค่าจ้างสูงกว่า ฯลฯ) สะท้อนถึงความคาดหวังในการสร้างรายได้ที่มากกว่า เทียบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีค่าครองชีพสูงขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญของการตัดสินใจในการเลือกถิ่นที่อยู่อาศัย และแสดงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่อาศัยในเขต พื้นที่นั้นๆ ได้ หรืออาจจะเรียกว่าเป็น "ความน่าอยู่ของเมือง" ได้ทางหนึ่ง (เมืองที่มีมาตรฐานการครองชีพที่ดี มีค่าครองชีพต่ำ คนที่อยู่ในเมืองนั้นย่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดี)
ดังนั้น กระบวนการทางการคลัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณ) ที่มีลักษณะเป็นการรวมศูนย์ (คือการจัดสรรไปจากส่วนกลาง) ก็มีความเป็นไปได้มากที่จะเกิดการกระจุกตัวของการพัฒนา ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่นับวันจะสะสมพอกพูนมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่จะแก้ไขได้ยาก เพราะพื้นที่ที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมาก และมากกว่าค่าครองชีพในพื้นที่นั้นมากขึ้น ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของทรัพยากรการผลิตที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ไปในเขตพื้นที่นั้น พื้นที่อื่นที่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ก็จะขาดแคลนทรัพยากรการผลิตในการพัฒนา พื้นที่ทั้งสองก็จะมีความแตกต่างกันทางเศรษฐกิจมากขึ้นๆ เป็นลำดับ
แต่ถ้าการเพิ่มขึ้นของโอกาสที่เศรษฐกิจนั้น สอดรับกับการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้น การตัดสินใจเคลื่อนย้ายของปัจจัยการผลิตก็จะสอดคล้องกับความเป็นจริง การจัดสรรทรัพยากรการผลิตก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจนั้นๆ คำถามที่สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราได้มีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำเพียงพอแค่ไหนต่อการตัดสินใจเคลื่อนย้ายของปัจจัยการผลิต ที่สำคัญ ได้แก่ ทุน และแรงงาน ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แท้จริงได้ดี จึงมีความสำคัญทำให้กระบวนการจัดสรรทรัพยากรการผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และจะเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี
การจัดทำข้อมูลเพื่อแสดงถึงระดับมาตรฐานการครองชีพโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการจัดทำในระดับมหภาค (หรือระดับประเทศ) ดัชนีชี้วัดระดับค่า ครองชีพเชิงพื้นที่ในระดับที่ย่อยลงมา (เช่น ในระดับภูมิภาค ระดับจังหวัด หรือแม้แต่ในระดับที่ย่อยกว่านั้น) ยังมีอยู่น้อย และยังมีข้อจำกัดหลายประการในการทำให้ดัชนีมีความถูกต้อง สามารถสะท้อนค่าครองชีพที่แท้จริงได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงค่าครองชีพที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่นั้นๆ เช่น ค่าครองชีพ หรือการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพ (โดยปกติก็จะเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ)
สำหรับคนที่มีระดับรายได้ที่ แตกต่างกัน มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ แตกต่างกัน ก็จะต้องเผชิญกับค่า ครองชีพ หรือการเปลี่ยนแปลงของ ค่าครองชีพที่ต่างกันด้วย การวัดระดับค่าครองชีพโดยอาศัยการคำนวณดัชนีราคา และการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาในระดับมหภาค จึงเป็นเพียงการนำเสนอระดับค่าครองชีพพื้นฐาน หรือ "ค่าครองชีพขั้นต่ำ" ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่แท้จริงที่ประชาชนโดยทั่วไป (หรือโดยส่วนใหญ่) ต้องเผชิญอยู่ ดัชนีราคาที่จะสะท้อนถึงค่าครองชีพที่ประชาชนต้องเผชิญได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลในระดับจุลภาค (Micro Data) ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดมากกว่า
ในต่างประเทศที่สามารถใช้ข้อมูลในลักษณะที่เป็น "Big Data" ได้ (หมายถึง ใช้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้ง ที่เป็น "Structured Data" และ "Unstructured Data") ในการคำนวณดัชนีราคา พบว่า ค่าครองชีพที่คำนวณจากดัชนีราคาที่ใช้ฐานข้อมูลมหภาคต่ำกว่าค่าครองชีพที่คำนวณจากดัชนีราคาที่คำนวณจาก Big Data มาก โดยเฉพาะในกรณีของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นไปมากกว่าค่าครองชีพที่เป็นตัวเลขประกาศอย่างเป็นทางการมาก ในกรณีของประเทศไทยก็น่าจะเป็น เช่นเดียวกัน คือ ถ้ามีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่าค่าครองชีพมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ก็เชื่อได้ว่าผลการสำรวจจะแสดงว่าประชาชนรู้สึกว่าค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้น (หรือค่าครองชีพสูงขึ้น) มากกว่าอัตราเงินเฟ้อที่เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการสำหรับแสดงถึงการเพิ่มขึ้น ของค่าครองชีพไปมาก และแน่นอน ถ้าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนี้ถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อการกำหนดนโยบาย ก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการดำเนินนโยบายได้
ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำ ทางด้านรายได้น้อย หรือมีการกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจ ได้ไม่แตกต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ ความจำเป็นของการทำความเข้าใจ ของความแตกต่างของระดับค่า ครองชีพในแต่ละพื้นที่ก็อาจจะไม่มีความจำเป็นมาก แต่ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายของความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจมาก ความมั่งคั่งกระจุกตัวในเขตเมือง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรุงเทพฯ กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่รัฐบาลกลางโดยผ่านรัฐวิสาหกิจ จัดให้มีบริการขนส่งมวลชนไม่ว่าจะเป็นบริการรถโดยสารประจำทางโดย ขสมก. หรือระบบรางในรูปแบบของรถไฟฟ้า รวมทั้งบริการอื่นๆ อีกที่รัฐ จัดให้มี หรือรัฐอุดหนุนให้มี จนอดคิดไม่ได้ว่า การอุดหนุนต่างๆ ที่รัฐบาล มีให้กับ กทม.ทำให้ค่าครองชีพใน กทม.ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด กล่าวคือ เมืองที่มี สิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่ กทม.มีนั้น น่าจะต้องมีค่าครองชีพแพงมากน้อยเพียงใด หรือแท้จริงแล้วค่า ครองชีพใน กทม. ในปัจจุบันยังอาจจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น คนที่จะอาศัยอยู่ใน กทม.ได้ก็ควรจะต้องมีศักยภาพในการสร้างรายได้มากเพียงพอที่จะรองรับ ค่าครองชีพที่เหมาะสมนั้น หรือหนี้ประมาณแสนล้านบาทที่ ขสมก.มีอยู่นั้น เกิดขึ้นเพราะการอุดหนุน ทำให้ค่าครองชีพใน กทม.ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น? ส่งผลให้มีคนอพยพเข้ามากรุงเทพฯ และปริมณฑลเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า
อย่าลืมว่า คนไทยเหมือนกัน อีกจำนวนมากในชนบทต่างจังหวัด ไม่เคยรับรู้ด้วยซ้ำไปว่ารถไฟฟ้า เป็นอย่างไร ในขณะที่ใน กทม.ผู้คนเบียดเสียดแย่งกันเพื่อที่จะขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปทำงานเป็นประจำทุกวัน และมีคนอีกจำนวนที่วาดฝันว่าคุณภาพชีวิตของตนจะดีขึ้น ถ้ามีโอกาสได้เข้ามาทำงานใน กทม. ปัญหาความ เหลื่อมล้ำคงเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่จะอยู่กับสังคมไทยไปอีกนานพอสมควร ถ้าผู้กำหนดนโยบายไม่หันมาให้ความสำคัญที่จะแก้ไขกันอย่างจริงจัง
การสร้างข้อมูล หรือดัชนีที่บ่งชี้ ถึงค่าครองชีพที่แท้จริงได้น่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย หรืออาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจกับปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีขึ้น จังหวัดบางจังหวัด พื้นที่บางพื้นที่ ในประเทศอาจจะไม่สามารถพัฒนา ได้มาก หรือรวดเร็วก็ด้วยเหตุผลว่า มีศักยภาพต่ำ แต่กลับมีค่าครองชีพ ที่สูง ซึ่งจังหวัดหรือพื้นที่เหล่านี้ มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการ ช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่าในการ ยกระดับการพัฒนา การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจก็จะเป็นการดำเนินนโยบายที่ให้น้ำหนักกับ เป้าหมายทางด้านการกระจายรายได้ด้วย ไม่ใช่การมุ่งเน้นให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แนวทางการพัฒนาประเทศก็จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้







