posttoday
เงินเฟ้อหลุดกรอบ ชนวนร้อนขัดแย้งคลัง-แบงก์ชาติ

เงินเฟ้อหลุดกรอบ ชนวนร้อนขัดแย้งคลัง-แบงก์ชาติ

14 กันยายน 2560

พรสวรรค์ นันทะการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนเห็นไม่ตรงกันระหว่าง ธปท.กับกระทรวงการคลังผู้ทำนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทบหมดหน้าตัก แต่นโยบายการเงินที่ ธปท.ดูแลไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558

พรสวรรค์ นันทะ

การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นร้อนเห็นไม่ตรงกันระหว่าง ธปท.กับกระทรวงการคลังผู้ทำนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทบหมดหน้าตัก แต่นโยบายการเงินที่ ธปท.ดูแลไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2558

ก่อนหน้านี้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเสนอ ให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพได้เร็วขึ้น เพราะเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในตลาด ทำให้ธนาคารพาณิชย์ ไม่นำเงินสภาพคล่องไปปล่อยกู้ แต่กลับเอาไปฝาก ธปท.แทน

เรื่องนี้สอดคล้องกับปริมาณสภาพคล่องในแต่ละวันที่ระบบธนาคารพาณิชย์นำเงินที่เหลือจากการนำไปปล่อยกู้หรือทำธุรกิจในแต่ละวันกลับมาฝากที่ ธปท.อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาท/วัน ซึ่งสูงขึ้นกว่าปกติเมื่อเทียบกับในอดีต

ทว่า ธปท.กลับออกมาสวนทันทีว่า จะไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบัน ที่ 1.5% เนื่องจากมองว่าอยู่ในระดับที่ผ่อนและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ถ้าลดดอกเบี้ยลงอาจเกิดความเสี่ยงกับเศรษฐกิจอื่นได้ อาทิ การนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนที่เสี่ยงสูงขึ้น การเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่สำคัญอาจกระทบกับผู้ฝากที่พึ่งผลตอบแทนจากดอกเบี้ย

"ศักยภาพระยะสั้นของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ปัจจุบันน่าจะโตที่ระดับ 3.5-4% การ กระตุ้นคงช่วยให้โตได้ชั่วคราว ไม่ยั่งยืน และการลดดอกเบี้ยก็ไม่แน่ว่าจะไปเร่งเศรษฐกิจให้โตได้มากกว่านี้หรือไม่ เพราะขณะนี้การลงทุนต่ำและหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ การเร่งมากไปอาจสร้างผลกระทบข้างเคียงได้" เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าว

มุมมองที่แตกต่างทำให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้น เมื่อ อภิศักดิ์ ตันติ วรวงศ์ รมว.คลัง ก็เห็นชอบและตอกย้ำว่าควรลดดอกเบี้ย พร้อมเรียกร้องให้ ธปท.ใช้เครื่องมือในการทำนโยบายการเงินที่มีหลายตัวดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย ไม่ว่าเครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย ปริมาณเงินในระบบ และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่จะต้องทำ

ประเด็นสำคัญที่ทำให้มองต่างมุมจนก่อปัญหาความขัดแย้งในเชิงการทำนโยบายการคลังและนโยบายการเงินอยู่เสมอ น่าจะเป็นเพราะกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปที่ปีนี้กำหนดเอาไว้ที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือพูดง่ายๆ เป้าหมายคือ 1-4% แต่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวไม่เคยเข้าเป้าสักทีมานาน 2-3 ปีแล้ว เพราะเงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบล่างที่ 1% โดยล่าสุดในเดือน ส.ค.ปีนี้ อยู่ที่ 0.32% ธปท.ก็ทำได้เพียงส่งหนังสือชี้แจง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำเตี้ยเรี่ยดินยิ่งกว่าจีดีพี เนื่องจากปัญหาด้านอุปทานหรือปริมาณการผลิตน้ำมันมีมากกว่าความต้องการในตลาด เพราะช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้น้อย บวกกับมีปัจจัยในเชิงโครงสร้างและพลวัตเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่เร่งตัวเหมือนในอดีต

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีส่วนกดดันให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อาทิ ตลาดน้ำมันมีการผลิตน้ำมัน เชลออยล์ได้มากขึ้น มีผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้น และการเป็นภาคธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ก็มีส่วนทำให้ต้นทุนการขายสินค้าลดต่ำลง เกิดการแข่งขันด้านราคามากขึ้น เพราะผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาได้ง่าย

เช่นเดียวกับการค้าโลกที่เกิดการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ห่วงโซ่การค้าโลก (Global Value Chains) ก็ทำให้ประเทศต่างๆ เข้าถึงวัตถุดิบได้ง่ายและถูกลง ผสมกับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ก็ทำให้การบริโภคลดลง และเกิดการลงทุนต่ำลง ผู้ขายมีอำนาจในการขึ้นสินค้าได้น้อยลง แถมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะหลังก็ส่งผลต่อเงินเฟ้อไม่มากเหมือนในอดีต เงินเฟ้อจึงอยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี นอกจากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ ธปท.ตกลงร่วมกับกระทรวงการคลังเอาไว้ที่ 1-4% ที่ต้องทบทวนทุกปี แต่มักไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ แล้วนั้น ธปท.ยังมีการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ทำควบคู่กับการประมาณการจีดีพีอีกด้วย ล่าสุดเมื่อ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ธปท.จีดีพีปีนี้จะโตที่ 3.5% และปีหน้าจะโตที่ 3.6% ภายใต้เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ที่ 0.8% และปีหน้าที่ 1.6% ซึ่งเงินเฟ้อที่ ธปท.มองเองก็ยังต่ำกว่ากรอบที่ 1-4% โดยเงินเฟ้อตัวนี้ ธปท.จะทบทวนปีละ 4 ครั้ง คือ ช่วงเดือน เม.ย. ก.ค. ต.ค. และ ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งปีนี้อยู่ระหว่างทบทวนและเตรียมจะประกาศอีกครั้ง 6 ต.ค.นี้

จากการที่ ธปท.คาดการณ์เงินเฟ้อคู่ไปกับจีดีพี ซึ่งจะทบทวน 4 ครั้ง/ปี บวกกับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่กว้าง จึงน่าจะสร้างความสับสนให้ตลาดพอสมควร ยิ่งราคาสินค้าในโลกของความเป็นจริงที่ประชาชนต้องควักเงินซื้อในราคาที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้ คนจึงไม่ค่อยเชื่อถือกรอบเงินเฟ้อ ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนก็ไม่สามารถคาดการณ์เงินเฟ้อหรือดัชนีราคาสินค้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้จากกรอบที่กว้าง ทำให้กำหนดราคาสินค้าและต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ยาก ปัญหาเหล่านี้ ยิ่งลดทอนความน่าเชื่อถือของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อลงไปอีก

ที่สำคัญการที่เงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายก็ยิ่งทำให้กระทรวงการคลังเข้าใจได้ว่า ในเมื่อเงินเฟ้อไม่มีอะไรน่าห่วงก็ควรต้องมาดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นกระทรวงการคลังออกมากดดันให้ ธปท.ลดดอกเบี้ย เพราะถึงลดดอกเบี้ยจะไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่ม แต่ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีหนี้สินได้แน่นอน โอกาสที่คนจะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มจึงมีมากขึ้น และหากกำลังซื้อเพิ่มขึ้นได้การลงทุนก็น่าจะเพิ่มได้เช่นกัน

ด้าน จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แม้เงินเงินเฟ้อ จะต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย แต่ตลาด เงินก็ยังมองว่าปีนี้ ธปท.จะไม่ลดดอกเบี้ยคาดว่าจะยืนที่ 1.5% ไปตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดีตลาดไม่ค่อยยึด กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนัก เพราะ 1) เงินเฟ้อไม่สะท้อนภาพความจริง เพราะคนรู้สึกว่าของแพงแต่เงินเฟ้อต่ำ 2) บริษัทผู้ประกอบธุรกิจก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้อง กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งเป็นไปตามความเสี่ยง และ 3) กรอบที่กว้าง 1-4% อาจดูกว้างเกินไป ทำให้ส่งสัญญาณตลาดไม่ได้

ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อในครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ตามทิศทางราคาน้ำมันที่น่าจะดีขึ้น คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 50-52 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ก็คงไม่ปรับสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากมีปัจจัยฉุดจากปริมาณการผลิตน้ำมัน ที่สูง คาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ กรอบล่างที่ 1% ได้ภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า

สรุปมุมมองที่ต่างกันน่าจะทำให้ ธปท.ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยดันเศรษฐกิจ ทั้งที่เงินเฟ้อต่ำหลุดกรอบเป้าหมาย ซึ่งจะยิ่งเป็นแรงกดดัน ธปท.กับคลังมากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเงินเฟ้อปีหน้าร่วมกันนั้น ธปท.คงต้องถูกกระทรวงการคลังตั้งเงื่อนไขในการทำนโยบายเงินด้านอื่นมาช่วยดันเศรษฐกิจให้มากขึ้นแทนก็เป็นได้ n

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ