
การเดินทางในอีกรูปแบบหนึ่ง ศุณิษา เทพธารากุลการ
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดีได้รู้จัก ศุณิษา เทพธารากุลการ จากแวดวงนักเขียนนักแปล สาวน้อยวัย 28 ปี เป็นนักแปลอิสระ "เป็นเด็กดีนะ" เป็นผลงานแปลอีกเล่มหนึ่งของเธอ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ หนังสือดีๆ ที่นำพาผู้อ่านไปสู่มิติการเดินทางในอีกรูปแบบหนึ่ง ผู้เขียนต้าปิงได้บอกเล่าชีวิต ความคิดและประสบการณ์ของเขาด้วยเรื่องราว 12 เรื่อง ผ่านคน 11 คน และหมาอีก 1 ตัว
เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ได้รู้จัก ศุณิษา เทพธารากุลการ จากแวดวงนักเขียนนักแปล สาวน้อยวัย 28 ปี เป็นนักแปลอิสระ "เป็นเด็กดีนะ" เป็นผลงานแปลอีกเล่มหนึ่งของเธอ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ หนังสือดีๆ ที่นำพาผู้อ่านไปสู่มิติการเดินทางในอีกรูปแบบหนึ่ง ผู้เขียนต้าปิงได้บอกเล่าชีวิต ความคิดและประสบการณ์ของเขาด้วยเรื่องราว 12 เรื่อง ผ่านคน 11 คน และหมาอีก 1 ตัว
ศุณิษา เล่าว่า หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคนที่หลงทางและกำลังท้อแท้ ให้ได้รู้จักกับโลกอีกใบหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า เราไม่ต้องพุ่งไปข้างหน้าเพื่อเป้าหมายขนาดนั้น ผู้เขียนเป็นพิธีกรที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน หากในจังหวะหนึ่งของชีวิตได้หลีกเร้นตนสู่การมีชีวิตที่ "ปล่อย" ไปวันๆ ไม่เป็นไปเพื่อเป้าหมายอีก
"เขากลายมาเป็นนักดนตรีที่มีบาร์ข้างถนนเล็กๆ เป็นของตัวเอง สิ่งที่เขาได้ สิ่งที่เขาประสบ คนที่เขาพบ กลายเป็นเรื่องราวที่เขาต้องจดจำชั่วชีวิต" ศุณิษา เล่า
ศุณิษาเล่าถึงบางบทในหน้าหนังสือที่ประทับใจเธอ "ขอโทษ" คือเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสุข พูดให้ถูกว่าเคยมีความสุข ต่อมาพ่อและพี่ชายเสียชีวิต พี่ชายเป็นโรคจิตเภท พ่อรู้สึกผิดและได้เสียชีวิตลงก่อน จู่ๆ เธอก็ไม่อยากเห็นแสงอาทิตย์นอกหน้าต่างอีก
พ่อพูดเป็นคำสุดท้ายว่า "พี่ชายของลูก ปล่อยให้เขาไปสบายเถอะ อย่าให้เขาถ่วงลูกไว้แบบนี้เลย" จากนั้นพี่ชายก็จากไป เหลือเธอเพียงคนเดียว เวลาค่อยๆ ชำระล้างอดีต เธอเริ่มตกหลุมรักการเดินทาง ขึ้นเหนือล่องใต้จนมาเจอเมืองโบราณที่ยูนนาน
ที่นี่เองที่ได้พบกับ "หมา" ตัวหนึ่ง ที่ถูกเจ้าของเดิมทิ้ง ทั้งคู่เติมเต็มวิญญาณซึ่งกันและกัน แม้หมาจะไม่กล้าไม่ยอมเข้าใกล้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี สัญญาใจก็ค่อยๆ ผูกพัน หมาถูกชาวบ้านตีจนตาย ก่อนที่ผู้หญิงคนนี้จะรับมาเลี้ยง เธอร้องไห้พลางตะโกนลั่นว่า "ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ" คำพูดที่ติดค้างอยู่ในใจบางคำ ก็ไม่แม้แต่จะมีโอกาสพูดออกมา
อีกเรื่องที่ศุณิษาประทับใจคือ "ห้ามร้องไห้" เรื่องเกิดในลาซา ทิเบต เรื่องของผู้เขียนที่หลีกเร้นไปเสียห่างไกลจากชีวิตจริง ได้พบคนและหลายเรื่องราว รวมทั้งท้องฟ้าที่เป็นสีน้ำเงินเข้ม นิโคล สาวน้อยน่ารักเหมือนลิงน้อยมอนจิจิ เธอเป็นไกด์ภาษาญี่ปุ่น และมา สร้างเกสต์เฮาส์อยู่ที่นี่ ในที่สุดทั้งคู่ต้องจากลาซาและกลับไปใช้ชีวิตในโลกความจริง
ความโดดเด่นของหนังสือคือคน สถานที่ เป็นรอง รูปแบบการเขียนที่ต้าปิงใช้ กำหนดขึ้นจากการที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปและใช้ชีวิตนอกกรอบ ชายหนุ่มให้ความสำคัญกับคนที่พบ ส่วนสถานที่เป็นฉากของชีวิต
"หน้าที่ของหนังสือเล่มนี้ คือการทำให้คนอ่านได้รู้จักคนที่เขาพบ และได้ไปเยือนในสถานที่ ที่เขาได้ไปเยี่ยมเยือนมาในครั้งหนึ่ง" ศุณิษาเล่า
เป็นเด็กดีนะให้กำลังใจผู้คน และตั้งคำถามถึงความสำคัญในชีวิต แม้อ่านแล้ว จะเศร้ามาก แต่ก็ให้พลัง สำคัญคือแรง บันดาลใจที่จะทำให้ทุกคนกล้าก้าวเดินบน เส้นทางที่ตัวเองเชื่อ ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง
ศุณิษาเล่าว่า การแปลหนังสือเล่มนี้ เริ่มจากความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในฐานะผู้แปล ดึงความดีงามของหนังสือออกมาให้คนอ่านได้เห็นได้สัมผัส สาวนักแปลผู้นี้จบปริญญาตรี สาขาวิชาภาษาจีน และปริญญาโท สาขาวิชาการล่ามและการแปล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปัจจุบันทำงานแปลกับหลายสำนักพิมพ์ เริ่มเข้าสู่เส้นทางนักแปลเต็มตัวเมื่อได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทการแปลเรื่องสั้นจากงานประกวดวรรณกรรม รางวัลพระยาอนุมานราชธน ปี 2555 เป็นเด็กดีนะเป็นสารคดีการเดินทางเล่มแรกของเธอกับโพสต์บุ๊กส์ การเดินทางบนเส้นทางนักแปลยังอีกยาวไกล







