
แนะแรงงานปรับสู้หุ่นยนต์
วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน แนะแรงงานไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ก่อนหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่
วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน แนะแรงงานไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ ก่อนหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่
น.ส.พิชญ์พจี สายเชื้อ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน ประเทศไทย บริษัทที่ปรึกษา โบรกเกอร์และโซลูชั่น เปิดเผยว่า แม้ในไทยจะไม่มีตัวเลขว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แรงงานคนเมื่อไหร่ แต่เกิดขึ้นแน่ ถ้าหากไม่เร่งปรับตัวอาจเสียโอกาสทางอาชีพ เพราะค่าจ้างแรงงานหุ่นยนต์ในต่างประเทศราคาถูกกว่าแรงงานคนแล้ว
สำหรับอัตราค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานหุ่นยนต์ในต่างประเทศจะอยู่ที่ 4 ดอลลาร์สหรัฐ แรงงานคนอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์ ดังนั้นหากมีการใช้งานหุ่นยนต์ในภาคธุรกิจมากขึ้น ย่อมหมายถึงอัตราค่าจ้างแรงงานอาจมีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานของคนไทยยังค่อนข้างต่ำเพียง 1% แต่องค์กรก็คาดหวังพนักงานที่มีความสามารถมากกว่าเดิม ซึ่งพนักงานในกลุ่มธนาคาร ประกัน หรือเทคโนโลยีขั้นสูงมีอัตราการย้ายงานถี่กว่ากลุ่มอื่นๆ
ด้านแรงงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้คือกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง หรือสายงานที่เกี่ยวกับธุรกิจออนไลน์ อี-คอมเมิร์ซ เพราะเป็นเทรนด์สำหรับอนาคต รวมถึงธุรกิจการเงินการธนาคาร เพราะทักษะด้านไอทีของคนไทยยังไม่เก่งเท่าต่างประเทศ
ขณะที่แรงงานคนเองก็ควรเพิ่มทักษะให้สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าแรงงานหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่อย่างในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักที่ต้องการความแม่นยำ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจประกัน และธุรกิจที่ให้คำปรึกษาข้อมูลซ้ำเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่รวดเร็วภายใน 1-2 ปีนี้แต่เกิดแน่นอน
นอกจากนี้ รูปแบบการจ้างงานก็จะเปลี่ยนไป จากการจ้างงานประจำที่ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือสวัสดิการต่างๆ อาจจะเป็นจ้างงานตามทักษะโดยมีสัญญาจ้างระยะสั้นลง เพื่อลดต้นทุนบริหารจัดการในองค์กร สอดคล้องกับการที่ภาครัฐกระตุ้นให้ธุรกิจที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คน จัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อลดภาระการให้เบี้ยอุดหนุนคนชราและมีแนวโน้มว่าทุกธุรกิจจะต้องจัดทำกองทุนนี้
ทั้งนี้ เพราะในอนาคตวัยทำงานจะลดลงและผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นภาระที่ภาครัฐต้องแบกรับ การผลักดันให้องค์กรมีสวัสดิการดังกล่าว จะช่วยให้ผู้สูงวัยในอนาคตมีเงินทุนในการใช้ชีวิตและดูแลตัวเอง







