
กลต.แขวนSPเอคิว รอผู้สอบบัญชีตรวจ
ตลท.คงขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ AQ ต่อ เพราะขาดส่งงบไตรมาส 2 บริษัทยืนยันรอผู้สอบบัญชีรับรอง
ตลท.คงขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ AQ ต่อ เพราะขาดส่งงบไตรมาส 2 บริษัทยืนยันรอผู้สอบบัญชีรับรอง
ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งว่า ตามที่ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของบริษัท เอคิว เอสเตท (AQ) เนื่องจากบริษัทไม่ได้นำส่งงบการเงินไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2560 มายัง ตลท.ภายในระยะเวลาที่กำหนด บัดนี้ AQ ได้นำส่งงบการเงินดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงเครื่องหมาย SP หลักทรัพย์ของ AQ ต่อไป เนื่องจาก AQ ยังไม่ส่งงบการเงินไตรมาส 2
ทั้งนี้ AQ แจ้งงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ขาดทุนสุทธิ 61.96 ล้านบาท หรือ 0.0049 บาท/หุ้น ขาดทุนลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 95.45 ล้านบาท หรือ 0.0075 บาท/หุ้น
สำหรับงบการเงินไตรมาส 2/2560 จะส่งให้ ตลท.ทันที เมื่อผู้ตรวจสอบบัญชีให้การรับรองงบการเงิน
นายสมชาย คูวิจิตรสุวรรณ ประธานกรรมการ AQ กล่าวว่า ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 155.07 ล้านบาท คิดเป็น 74.11% เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้อสังหาริมทรัพย์และบริษัทชะลอลงทุน
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 23.20 ล้านบาท หรือ 73.47% เนื่องจากบริษัทชะลอการลงทุนในการเปิดโครงการใหม่และมีการพิจารณาโฆษณาในสื่อที่ตรงเป้าหมายมากที่สุด นอกจากนี้มีการตั้งสำรองค่าความเสียหายในคดีลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 51.04 ล้านบาท
ด้านประเด็นที่ผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกตต่อคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา) ในเรื่องการดำเนินการต่อเนื่อง AQ กับความสามารถในการชำระหนี้ธนาคารกรุงไทย ความสามารถในการขายที่ดินหลักประกันให้ได้ราคาสุทธิตามที่ AQ ประมาณการไว้ ที่ผู้สอบบัญชีระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ ซึ่งอาจให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องนั้น
นายสมชาย กล่าวว่า ผู้สอบบัญชีระบุชัดเจนว่างบการเงินไตรมาสแรกจัดทำขึ้นตามสมมติฐานว่า AQ จะดำเนินงานได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้สอบบัญชียังได้บันทึกความเห็นในงบการเงินด้วยว่า AQ ทำหนังสือถึงธนาคารกรุงไทย โดยได้สรุปดังนี้
1.บริษัทจะชำระค่าเสียหายบางส่วนตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแก่ธนาคารจำนวน 1,635,735,380 บาท ซึ่งได้ชำระเรียบร้อยแล้ว 2.ธนาคารจะดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อทรัพย์ทั้งหมดอันเป็นมูลเหตุแห่งความเสียหายต่อธนาคาร โดยเงินที่ได้จากการบังคับคดี จะนำไปชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยจะยังไม่ดำเนินคดีกับบริษัท
3.หากการดำเนินการบังคับคดีกับสินทรัพย์ดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดได้เงินไม่ครบค่าเสียหายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา บริษัทจะหาเงินชำระค่าเสียหายแก่ธนาคารต่อไป







