posttoday
ของแพงขึ้นจริงหรือ?

ของแพงขึ้นจริงหรือ?

13 กันยายน 2560

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานลูกค้าธุรกิจ ธนาคาร อาร์ เอช บี สาขาประเทศไทยที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติผู้เขียนสังเกตได้ว่าหลายๆ คนบ่นว่ายุคนี้ของแพงขึ้นค่าใช้จ่ายเยอะ และที่สำคัญเงินไม่พอใช้ต้องใช้กันเดือนชนเดือนจนไม่มีเงินออม ที่กล่าวมานี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ ของคนทั่วๆ ไปที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้

ปิยะณัฐ อรัญญาเกษมสุข ผู้บริหารสูงสุด สายงานลูกค้าธุรกิจ ธนาคาร อาร์ เอช บี สาขาประเทศไทยที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ผู้เขียนสังเกตได้ว่าหลายๆ คนบ่นว่ายุคนี้ของแพงขึ้นค่าใช้จ่ายเยอะ และที่สำคัญเงินไม่พอใช้ต้องใช้กันเดือนชนเดือนจนไม่มีเงินออม ที่กล่าวมานี้เป็นความรู้สึกล้วนๆ ของคนทั่วๆ ไปที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้นมีเครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า "ดัชนีราคาผู้บริโภค" หรือ "ซีพีไอ" ที่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในประเทศนั้นๆ และช่วงเวลานั้นๆ ได้โดยใช้การเปรียบเทียบกับปีที่ใช้เป็นปีฐาน เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์ของราคาสินค้า

อีกทั้งบางหมวดของสินค้าและบริการเท่านั้นที่จะถูกเลือกเข้ามาคำนวณใน "ดัชนีราคาผู้บริโภค" เพราะต้องเลือกสินค้าและบริการที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชนเท่านั้น

สำหรับประเทศไทยเรานั้นกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค โดยใช้ปี 2558 เป็นปีฐานให้ดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ฐาน 100 และใช้สินค้ากลุ่มหลักๆ เช่น ส่วนประกอบของอาหาร อาหารปรุงสำเร็จ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา และอื่นๆ ที่ประชาชนต้องใช้ในชีวิตประจำวันมาคำนวณเพื่อหาดัชนีราคาผู้บริโภค โดยจะมีรายละเอียดปลีกย่อยไปอีกพอสมควรในแต่ละหมวด

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดนั้นดัชนีราคาผู้บริโภคที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ที่เดือน ส.ค. 2560 โดยมีดัชนีราคาผู้บริโภคที่ 100.64 อ่านง่ายๆ คือเมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งเป็นปีฐานที่ใช้คำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคนั้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.64 ทุกคนคงเห็นได้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปี 2558 ตัวเลขจะยิ่งชัดเมื่อเราเทียบกับดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือน ส.ค.เช่นกัน แต่เป็นปี 2557 หรือ 3 ปีที่แล้ว ดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 101.23 ซึ่งอ่านได้ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือน ส.ค.เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แพงกว่าเดือน ส.ค.ปีปัจจุบันประมาณร้อยละ 0.59

คราวนี้ทุกคนคงเห็นได้ชัดเจนว่าราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นไม่ได้แพงขึ้นแต่อย่างไรในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แต่หากเทียบกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นดัชนีราคาผู้บริโภคได้ปรับตัวขึ้นมาตลอด เช่นในเดือน ส.ค. 2550 หรือ 10 ปีที่แล้วดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 83.7 แปลได้ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นประมาณร้อยละ 20.2 ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปกติของประเทศที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามภาวะเงินเฟ้อ

แล้วทำไมคนยังบ่นว่าของแพง ถ้าเรามานั่งวิเคราะห์กันดีๆ แล้ว วิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากจากแต่ก่อน เช่น ทานข้าวนอกบ้านกันมากขึ้น มีสิ่งของจำเป็นต้องใช้มากขึ้น เช่น โทรศัพท์มือถือ ซื้อของง่ายขึ้นผ่านทางอินเทอร์เน็ต ใช้เงินสะดวกยิ่งขึ้นผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

สิ่งเหล่านี้ถูกเพิ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันของคนไทยและกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน

อีกทั้งเรื่องภาระหนี้สินที่สมัยนี้สามารถสร้างหนี้ได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เช่น เช่าซื้อรถยนต์ หรือสินเชื่อบ้าน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้เงินสดในมือของคนสมัยนี้น้อยกว่าสมัยก่อนและมีเงินออมน้อยเช่นกัน

ทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบอื่นนอกจากเงินสด เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษี ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์เหล่านี้ดีทำให้สินค้าที่ราคาสูงถึงจุดนึงต้องมีโปรโมชั่นผ่อน 0% กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการหรือต้องมีสินเชื่อบุคคลพ่วงท้าย เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเงินสดในมือมากขนาดนั้น แต่ยังมีเงินสดบางส่วนเพียงพอสำหรับการผ่อนรายเดือนและเป็นแบบนี้วนไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร

ภาครัฐเองถือว่าทำได้ดีที่สามารถรักษาเสถียรภาพของดัชนีราคาผู้บริโภคไว้ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา และตัวช่วยส่วนหนื่งมาจากราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ต้นทุนการผลิตของหลายๆ อุตสาหกรรมลดลงเช่นกัน

แต่เราคงไม่โชคดีแบบนี้ไปตลอด คนไทยทุกคนควรเตรียมตัวให้ดีเพื่อรองรับกับราคาสินค้าและบริการที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากสภาวการณ์ต่างๆ เช่น ภัยสงคราม หรือราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้

คนไทยเองถ้าอยากออกจากวัฏจักรนี้คงต้องหันมาใช้ปรัชญาการดำรงชีวิต "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้คนไทยรู้จักความพอดียึดหลักทางสายกลางไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินกำลังของตนและหัดออมเงินอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งเป็นปรัชญาที่ทำให้ประเทศไทยของเราผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 มาได้ n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท