posttoday
เงินท่วมโลก ดันฟองสบู่เสี่ยง

เงินท่วมโลก ดันฟองสบู่เสี่ยง

12 กันยายน 2560

นันทิยา วรเพชรายุทธแม้จะยังอยู่ในช่วงฤดูเฮอริเคนที่มีพายุจ่อคิวหลังเออร์มากับฮาร์วี่ย์อีกนับไม่ถ้วน ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐก็ไม่ยี่หระต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดขึ้นแล้ว (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) และเดินหน้าทุบสถิติใหม่ไปอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ทั้ง 3 ดัชนีหลัก ซึ่งอานิสงส์นี้ยังหนุนให้ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียในวันถัดมา แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ได้เป็นวันที่สองติดต่อกันอีกด้วย

นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะยังอยู่ในช่วงฤดูเฮอริเคนที่มีพายุจ่อคิวหลังเออร์มากับฮาร์วี่ย์อีกนับไม่ถ้วน ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐก็ไม่ยี่หระต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดขึ้นแล้ว (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) และเดินหน้าทุบสถิติใหม่ไปอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ทั้ง 3 ดัชนีหลัก ซึ่งอานิสงส์นี้ยังหนุนให้ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียในวันถัดมา แตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ได้เป็นวันที่สองติดต่อกันอีกด้วย

"สถิติมีไว้ให้ทำลาย" อาจเป็น คำที่บ่งบอกถึงสถานการณ์ในตลาดตราสารหนี้และตลาดสารทุนทั่วโลก ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

เพราะนอกจากตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐ ที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดสูงสุดทุบสถิติใหม่ไปแล้วมากถึง "35 ครั้ง" ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-9 ส.ค.ปีนี้ ตลาดเกิดใหม่ในฝั่งเอเชียจนถึงตลาดในยุโรปยังเผชิญความร้อนแรงที่คล้ายคลึงกัน จากสภาพคล่องมหาศาลที่ยังท่วมตลาดบนฐานดอกเบี้ยต่ำ และจากมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ราว 80 ล้านล้านเยน/ปี แม้ว่ารายหลังนี้จะปรับแผนหันมายึดผลดอกเบี้ยพันธบัตร มากกว่าวงเงิน คิวอีแล้วก็ตาม

ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่นั้นมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าออกเป็นระยะ จากตลาดหุ้นไปตลาดตราสารหนี้ ย้ายจากประเทศนั้นที่เริ่มอิ่มตัวแล้วมาประเทศนี้ เช่น การที่ตลาดหุ้นไทยเพิ่งมีข่าวดีช้ากว่าชาวบ้านในละแวกเดียวกัน ซึ่งภาวะฟันด์โฟลว์ไหลเข้าเริ่มเห็นได้ชัดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ที่มีเงินใหม่และเงินเดิมจากตลาดหุ้นโยกเข้าไปตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะในอินเดียและอินโดนีเซีย

ตลอดทั้งปี 2017 นี้ อินเดียมีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) บนผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่ 6.49% ส่วนอินโดนีเซียมีเงินเข้าตราสารหนี้ 9,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.04 แสนล้านบาท) หรือสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 บนผลตอบแทน 6.67% ขณะที่เจพีมอร์แกน คาดการณ์ว่า เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ปีนี้ อาจทุบสถิติของปี 2012 แตะระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.3 ล้านล้านบาท)

ส่วนมาเลเซียมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว 362.6 ล้านริงกิต (ราว 2,864 ล้านบาท) หรือสูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 10 เท่า จากข้อมูลของเอ็มไอดีเอฟ อมานาห์ อินเวสต์เมนต์แบงก์ และฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นรอบนี้ยังสูงที่สุดในรอบ 17 สัปดาห์อีกด้วย โดยมีปัจจัยจากค่าเงิน ริงกิตที่แข็งค่าขึ้น และราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ปรับตัวขึ้น ทำให้ต่างชาติ ซื้อสุทธิทุกวันตลอดทั้งสัปดาห์ และ เอ็มไอดีเอฟยังมองว่านี่เป็นความคล้ายคลึงกับภาวะเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นในประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ เป็นเพราะสถานการณ์ในช่วงหลังต่างไปจากที่คาดไว้เมื่อต้นปีชัดเจน รัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถออกนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เร็วตามที่ถูกคาดหวัง ทำให้อัตราการฟื้นตัวของสหรัฐไม่ได้ติดปีกอย่างที่คิด บวกกับราคาน้ำมันโลกที่ไม่สามารถขยับขึ้นได้มากนักตามแผนของโอเปก ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มแบะท่าส่งสัญญาณวิตกว่าเงินเฟ้อปีนี้อาจโตได้ไม่ถึงเป้า

ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยใหม่ที่สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ รองผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยวกำลังจะลาออกในเดือน ต.ค.นี้ ก็ยิ่งทำให้ตลาดเริ่มจับสัญญาณตีความออกมาว่า การขึ้นดอกเบี้ยรอบ 3 ของปีนี้ ที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. อาจต้องเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า และเป็นปัจจัยกระทบชิ่งที่ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจไม่สามารถตรึงนโยบายการเงินได้มากนัก เพราะกังวลเรื่องค่าเงินยูโรที่จะยิ่งแข็งค่าหนักขึ้นไปอีกด้วย

เมื่อมีแนวโน้มชัดขึ้นว่านโยบายการเงินโลกของ 2 แบงก์ชาติใหญ่น่าจะยังไปในเชิงผ่อนคลายต่อ หรืออาจตึงตัวขึ้นไม่มากนักในปีนี้ สภาพคล่อง ที่ยังท่วมโลกจากฐานดอกเบี้ยต่ำและจากคิวอี จึงคาดว่าจะยังทะลักเข้าไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ทั่วโลกต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้ และทำให้ข่าวดีที่เงินสะพัดท่วมโลกกลายเป็นข่าวร้ายกลายๆ ของ "ความเสี่ยงฟองสบู่" ไปในคราวเดียวกันด้วย

แม้ว่า มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบีจะปฏิเสธว่าไม่ได้มีความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่สินทรัพย์จนถึงขั้นน่ากังวล ในการประชุมนโยบายการเงินครั้งที่เพิ่งผ่านมา แต่ความเห็นนี้กลับสวนทางบรรดานายแบงก์พาณิชย์ทั้งในและนอกยุโรปที่เริ่มประสานเสียงว่า ตลาดทุนโลกในวันนี้กำลังเต็มไปด้วยฟองสบู่ขนาดใหญ่

จอห์น ครายอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของธนาคารดอยช์แบงก์ ถือเป็นหัวหอกแบงก์ใหญ่ที่ออกมาเรียกร้องเมื่อต้นเดือนนี้ว่า ควรจบยุคสมัยแห่งเงิน (ต้นทุน) ถูกในยุโรปเสียที เพราะยิ่งปล่อยให้นโยบายการเงินผ่อนคลายยืดเยื้อออกไป ก็ยิ่งรังแต่จะเพิ่มความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์ และทำให้แบงก์ยุโรปเสียเปรียบแบงก์อเมริกัน

ในมุมมองของซีอีโอดอยช์แบงก์นั้น โลกนี้ล้วนไม่มีของฟรี นโยบายการเงินผ่อนคลายอันยาวนานที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปนั้นกำลังจะทำให้เกิดความวุ่นวายหนักขึ้น ซึ่งสะท้อนให้ เห็นแล้วผ่านพันธบัตรรัฐบาลและ จังก์บอนด์ ที่ใกล้ทุบระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับราคาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่ม จี7 ที่ขยับขึ้นไปใกล้ทุบสถิติสูงสุด

รอยเตอร์ส ระบุว่า วงเงินคิวอีของอีซีบีราว 2.3 ล้านล้านยูโร เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดอกเบี้ยให้ต่ำสุดอยู่ในขณะนี้ และแม้ว่าดอกเบี้ยจะเริ่มขยับขึ้นแล้วจากที่ต่ำสุดทุบสถิติเมื่อปีก่อน แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดอกเบี้ยในบางตลาดยังอยู่ในระดับติดลบ ขณะที่ข้อมูลของเจ.พี.มอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนต์ พบว่า ผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มยูโรโซน 36% ยังอยู่ในระดับติดลบ

แม้แต่แบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ ริลลินช์ (BAML) ยังระบุว่า ฟองสบู่ในวันนี้ดูจะเสี่ยงฟองสบู่มากกว่าที่เคยมีมา

เพราะนอกจากเงินจะไหลเข้าทุกสินทรัพย์เสี่ยงจนถึงสินทรัพย์ปลอดภัยแล้ว ก็ยังไหลเข้าสู่การเก็งกำไรใน "ตลาดใหม่" อย่างสกุลเงินดิจิทัลที่ทำให้เกิดกระแสการออกสกุลเงินดิจิทัลในระยะเริ่มต้น (ไอซีโอ) กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในปีนี้ และทำให้สกุลเงิน บิตคอยน์มีราคาพุ่งทะยานขึ้นไปแล้วถึง 380% ในปีนี้ โดยมีราคาขึ้นไปเหนือ 5,000 ดอลลาร์/บิตคอยน์ เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งที่ราคาเมื่อช่วงต้นปียังอยู่ที่ราว 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น

"เรากำลังเห็นสัญญาณฟองสบู่มากขึ้น ในหลายภาคส่วนของตลาดทุน ซึ่งเราไม่เคยคาดคิดมาก่อน" ครายอัน กล่าว n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท