
เงินบาทยังคงแข็งค่า
จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 196.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำลายจุดสูงสุดเดิมในอดีตเมื่อเดือน เม.ย. 2011 ที่ระดับ 189.9 พันล้านดอลลาร์ และหากรวมฐานะสุทธิ Forward ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท อีก 30.9 พันล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมฐานะสุทธิ Forward จะสูงถึง 227.8 พันล้านดอลลาร์
จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 196.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำลายจุดสูงสุดเดิมในอดีตเมื่อเดือน เม.ย. 2011 ที่ระดับ 189.9 พันล้านดอลลาร์ และหากรวมฐานะสุทธิ Forward ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท อีก 30.9 พันล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมฐานะสุทธิ Forward จะสูงถึง 227.8 พันล้านดอลลาร์
ยิ่งไปกว่านั้นไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่แข็งแกร่ง ในปีที่ผ่านมาเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 11.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และไทยน่าจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นอีก 20-40 พันล้านดอลลาร์ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
ผลของการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะทำให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเพิ่มมาอยู่ที่ 250 พันล้านดอลลาร์ หากรวมการคาดการณ์การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สะท้อนในฐานะสุทธิ Forward ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมฐานะสุทธิ Forward ของเราน่าจะอยู่ในระดับสูงถึง 300 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563 จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33.11 บาท/ดอลลาร์ คิดเป็นการแข็งค่าขึ้นถึง 7.5% ภายในระยะเวลาประมาณ 8 เดือน การเพิ่มขึ้นของเงินสำรองระหว่างประเทศนี้จะกดดันค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นในระยะยาว
"หากศึกษาการแข็งค่าของค่าเงินบาทในรอบที่ผ่านมา ค่าเงินเคลื่อนไหวจากจุดสูงสุดที่ประมาณ 36 บาท/ดอลลาร์ ในเดือน มี.ค. 2552 และค่อยๆ แข็งค่าจนถึงจุดต่ำสุดที่ประมาณ 28.8 บาท/ดอลลาร์ ในเดือน เม.ย. 2556 ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 4 ปี เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ พบว่าเงินบาทเริ่มแข็งค่ามาประมาณ 9 เดือน ดังนั้นแนวโน้มในระยะยาว 2-3 ปีข้างหน้าเงินบาทน่าจะมีแนวโน้มแข็งค่าและอาจทดสอบระดับ 28-30 บาท ได้อีกครั้งหนึ่ง"
ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้เงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทย ที่ถึงแม้ว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของไทยจะไม่ได้แตกต่างกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของสหรัฐมากนัก แต่ค่าเงินบาทที่แข็งแกร่งเป็นตัวที่ช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนได้ นอกจากนี้ดัชนีหุ้นไทยที่โดยปกติแล้วมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับค่าเงิน ได้มีการปรับตัวขึ้น 6.4% จากต้นปี ซึ่งยังถือว่าเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้มีแนวโน้มที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยจะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก
นอกจากนี้ การที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจะหนุนให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน โดยคาดการณ์กำไรจากค่าเงินควบคู่ไปกับราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย
****ใส่รูปกระดานหุ้นเขียว







