posttoday
รัฐ-ค่ายรถเร่งปรับทัพ รับเป้าหมายรถอีวี10ปีหน้า

รัฐ-ค่ายรถเร่งปรับทัพ รับเป้าหมายรถอีวี10ปีหน้า

11 กันยายน 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี)

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (อีวี)

รายใหญ่แห่งหนึ่งของโลกอย่างจีน แอบแง้มว่ารัฐบาลกำลังเร่งศึกษาเพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาให้ผู้ผลิตรถ ยุติการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน และหันไปส่งเสริมให้ ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนเร่งการผลิตรถยนต์ อีวี เพื่อแก้ปัญหามลพิษและลดการ นำเข้าน้ำมัน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามหลังมาตรการในลักษณะเดียวกันจากฟากยุโรป เช่น ฝรั่งเศสและอังกฤษที่จะห้ามรถยนต์พลังงานน้ำมันออกวิ่งตามท้องถนนทั้งหมดภายในปี 2040 ขณะที่บางเมืองในยุโรป เช่น กรุงปารีส กรุงเอเธนส์ และกรุงเม็กซิโก ซิตี้ วางแผนจะจบยุคใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงเร็วกว่านั้นในปี 2025

ค่ายรถยนต์จึงต้องวางแผนผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากันมากขึ้น เพื่อรองรับ "เป้าหมาย" จากภาครัฐที่ต้องการแก้ปัญหามลพิษและดำเนินการลดภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศตามข้อตกลงสภาพอากาศปารีส โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพลังงานจากน้ำมันเป็นส่วนหนึ่งในการก่อให้เกิด ก๊าซเรือนกระจก

ทว่า ก่อนจะถึงปี 2025 หรือ 2040 ค่ายรถยนต์ยังมีงานต้องทำอีกมาก เช่นเดียวกับการวางนโยบายและออกมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทำเป้าหมายดังกล่าวให้เป็นจริง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรถยนต์อีวีนั้นแม้จะได้รับความนิยมมากขึ้น จนมียอดขายทะลุ 7.5 แสนคันเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และมีการจดทะเบียนรถยนต์อีวีทะลุสถิติ อ้างอิงจากข้อมูลของสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลอีกชุดหนึ่งของธนาคารแมคไควรี พบว่ายอดขายรถยนต์ทั้งหมดทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 88.1 ล้านคัน ซึ่งหมายความว่ารถยนต์ อีวีมีส่วนแบ่งการตลาดต่ำกว่า 1%

จากข้อมูลของไออีเอ พบว่ายอดขายในจีน สหรัฐ และยุโรป คิดเป็นมากกว่า 90% ของยอดขายรถอีวีทั้งโลกเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ตลาดเหล่านั้นเป็นตลาดที่น่าจับตามอง รวมถึงบรรดา ผู้ผลิตในประเทศด้วย

จีนกำหนดให้ผู้ผลิตต่างชาติที่ต้องการเข้าไปลงทุนในจีนต้องทำการร่วมทุนกับบริษัทของจีนเอง เพื่อให้บริษัทต่างชาติต้องยอมแบ่งปันเทคโนโลยีให้กับบริษัทในจีน เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตจีนให้สามารถ ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเองได้ในอนาคต

แต่การร่วมทุนนั้นเองที่เป็นปัญหา เพราะธุรกิจจากยุโรปรวมถึงสหรัฐต่างมองว่ากฎของจีนเป็นการกีดกันและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐสั่งสอบจีนในข้อหาดังกล่าวไปเมื่อเดือน ส.ค.

นอกจากนี้ รถยนต์อีวี "แบรนด์จีน" ยังต้องเผชิญอุปสรรคด้านราคาที่ยังคงสูงเมื่อเทียบกับรถยนต์ปกติที่วิ่งในระยะทางไกลกว่า และชื่อแบรนด์ที่ไม่เป็นที่ติดตลาด โดยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เดมเลอร์ ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนีและเจ้าของแบรนด์รถยนต์หรู บีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับกับบีวายดี ผู้ผลิตจากจีน เพิ่มทุนในเดนซา บริษัทร่วมทุนของทั้งคู่ เจ้าละ 500 ล้านหยวน (ราว 2,500 ล้านบาท) หลังรถยนต์อีวีของบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้เลยตั้งแต่เปิดตัวในปี 2014

ด้วยชื่อแบรนด์ เดนซา ที่ไม่เป็นที่ติดตลาด แม้จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อีวีอันดับ 1 ของจีน รวมถึงราคาที่แพงถึง 3.69 แสนหยวน (ราว 1.85 ล้านบาท) ทำให้ยอดขายร่วงลงไปถึง 21% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา

การทำกำไรที่ยังยากสร้างความกังวลให้กับผู้ผลิตในฟากยุโรปเช่นกัน โดยแม้ค่ายรถยนต์ต่างๆ จะเริ่มมีการวางแผนสำหรับปี 2030 ที่จะออกรถยนต์อีวีเพิ่มมากขึ้น แต่ดีเตอร์ เซตช์ ประธานของเดมเลอร์ ก็เปิดเผยว่า รถยนต์ไฟฟ้าทำกำไรได้เพียงแค่ครึ่งเดียวของรถยนต์ปกติเท่านั้น ขณะที่ แมธเธียส มูเลอร์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของโฟล์คสวาเกน เปิดเผยว่า รถยนต์พลังงานดีเซลยังคงมีอนาคตและปล่อยมลพิษได้ไม่เกินกำหนด

นอกจากนี้ ไม่ใช่ทุกเจ้าจะหันไปหารถยนต์อีวีทั้งหมด 100% โดย โฟล์คสวาเกนที่ชื่อเสียงต้องเสียไปจากคดีโกงบททดสอบมลพิษ ยังวางแผนที่จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีดีเซลต่อไป ร่วมกับการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อให้เป็นตัวเลือกสำหรับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจ

ราคาต้นทุนที่แพงของรถยนต์อีวีส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแบตเตอรี่ โดยปัจจุบันรถยนต์อีวีส่วนใหญ่จะใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟน และขนาดของแบตเตอรี่ก็มีผลต่อระยะทางในการวิ่งที่ผู้บริโภคมักใช้เป็นตัวตัดสินใจในการเลือกซื้อ

แม้ราคาแบตเตอรี่ดังกล่าวจะปรับลดลงมาแล้ว โดยจากข้อมูลของไออีเอ พบว่าราคาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนลดลงจากราว 950 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2009 เป็นต่ำกว่า 300 ดอลลาร์/กิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2016 แต่ก็ยังคงแพงอยู่ดีเนื่องจากรถยนต์อีวีต้องใช้แบตเตอรี่ถึง 60 กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือคิดเป็นมูลค่า 1.8 หมื่นดอลลาร์ (ราว 5.9 แสนบาท)

ต้นทุนค่าแบตเตอรี่ดังกล่าวนับว่าสูงมาก โดยเทสล่าซึ่งเพิ่งเปิดตัวโมเดล 3 ที่จะวางจำหน่ายในระดับแมสด้วยราคา 3.5 หมื่นดอลลาร์ (ราว 1.1 ล้านบาท) ใช้แบตเตอรี่ 50-70 กิโลวัตต์/ชั่วโมง เทียบกับรถรุ่นไฮเอนด์ โมเดล เอ็กซ์ ใช้แบตเตอรี่ 60-100 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ในราคาสูง 8.5 หมื่นดอลลาร์ (ราว 2.8 ล้านบาท)

ปัญหาต้นทุน ราคา และระยะทางในการวิ่ง จึงกลายเป็นปัญหาที่ ผู้ผลิตรถยนต์จะต้องฟันฝ่าไปให้ได้ เมื่อโลกกำลังพยายามที่จะจบยุคของการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐบาลย่อมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

จากรายงานแนวโน้มอีวีโลกปี 2017 ของไออีเอ พบว่าการสนับสนุนของรัฐบาลเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์อีวี โดยนอร์เวย์หันมาให้การอุดหนุนรถยนต์ไฮบริด เช่น ยกเว้นภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ยอดขายรถยนต์ดังกล่าวปรับขึ้นไปถึง 164% ในปี 2016 เมื่อเทียบกับปี 2015 สอดรับกับเป้าหมายในการเลิกใช้รถพลังงานน้ำมันภายในปี 2025

ขณะเดียวกันยอดขายรถยนต์อีวีและไฮบริดในเดนมาร์กปรับลดลง 71% และ 49% ตามลำดับ หลังรัฐบาลสิ้นสุดโครงการยกเว้นภาษีในปี 2015 และ หันมาเก็บภาษี 20% ในปี 2016

ส่วนประเทศที่ยังคงมาตรการอุดหนุนไว้นั้น ยอดขายรถยนต์อีวีและไฮบริดยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะทำให้ราคาถูกลง เช่น เทสล่า โมเดล เอ็กซ์ ที่ขายอยู่ที่ราว 8 หมื่นดอลลาร์ (ราว 2.6 ล้านบาท) จากราคาเต็มที่ 8.5 หมื่นดอลลาร์ หลังได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลสหรัฐ

รัฐบาลจึงต้องคอยช่วยสนับสนุนรถยนต์อีวีต่อไป เช่นเดียวกับผู้ผลิตที่ต้องเร่งแก้ปัญหาต้นทุนสูงให้ได้ พร้อมกับเวลาที่น้อยลงไปทุกขณะก่อนยุคน้ำมันจะสิ้นสุดลง n

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท