
ลดดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ง่ายอย่างที่คิด
พรสวรรค์ นันทะ สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนนโยบายการคลังจะทำงานหนักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะต้องออกมาตรการต่างๆ มาบูสต์เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องแผนลงทุนภาครัฐยุทธศาสตร์ 5 ปี คาดว่าต้องใช้เม็ดเงินไม่น้อยกว่า 1.62 ล้านล้านบาท
พรสวรรค์ นันทะ
สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนนโยบายการคลังจะทำงานหนักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะต้องออกมาตรการต่างๆ มาบูสต์เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องแผนลงทุนภาครัฐยุทธศาสตร์ 5 ปี คาดว่าต้องใช้เม็ดเงินไม่น้อยกว่า 1.62 ล้านล้านบาท
จึงเห็นฝั่งกระทรวงการคลัง ออกมาเรียกร้อง อยากให้ธนาคาร แห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาช่วยทำนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยดูแลค่าเงินบาทที่กำลังแข็งค่ามากสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย
เนื่องจากกระทรวงการคลังมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.5% ในปัจจุบันยังสูง และการ ที่ดอกเบี้ยสูงนี่เองที่ดึงดูดให้ เงินทุนต่างชาติ หรือ ฟันด์โฟลว์ ไหลเข้ามา เพื่อเอากำไรส่วน ต่างดอกเบี้ย กลายเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย
แถมดอกเบี้ยที่สูงกว่าต่างประเทศยังทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมนำเงินสภาพคล่องที่มีในหน้าตักไปปล่อย สินเชื่อ เห็นได้จากยอดสินเชื่อปล่อยกู้ใหม่ไม่ขยับ เท่ากับการลงทุนของ ภาคเอกชนไม่เกิด แต่ธนาคารกลับนำเอาเงินมาไปฝากที่ ธปท.แทน เพราะไม่เสี่ยงและยังได้ดอกเบี้ยสูงที่ 1.5% ธปท.จึงกลายเป็นแหล่งรับฝากเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด เพราะดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดทั่วไปจ่ายดอกเบี้ยที่ประมาณ 0.5% เท่านั้น
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการต่อเนื่องเพียงพอแล้ว แต่เอกชนก็ไม่ยอมลงทุน จึงคิดว่าการดูแลเศรษฐกิจต้องดำเนินนโยบายการคลังและนโยบายการเงินไปด้วยกัน จะใช้แต่นโยบายการคลังฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้
"ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยเศรษฐกิจได้ เพราะเงินเฟ้อต่ำมาก ที่ผ่านมาเงินทุนไหลเข้ากว่าแสนล้านบาทเข้ามาในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากลดดอกเบี้ยจะ ช่วยชะลอเงินทุนไหลเข้า ค่าบาท อ่อนค่าลง" สมชัย ปลัดกระทรวง การคลัง ระบุ
ด้าน เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า แม้เงินเฟ้อจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ในช่วง 2 ปี แต่สถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่เงินฝืด จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปทำนโยบายการเงินแบบใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยดูแลค่าเงิน หากจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงค่าเงินสามารถทำได้อยู่แล้วเป็นระยะๆ โดยจะยังใช้เป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่นต่อไป
ขณะเดียวกัน ธปท.ก็ไม่สามารถลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ (อุปสงค์) เพื่อบูสต์เศรษฐกิจให้ขยายตัวมากขึ้นได้ เพราะมองว่าการกระตุ้นอาจสร้างวัฏจักรเศรษฐกิจ ที่ไม่ยั่งยืน
"การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นอาจทำให้เศรษฐกิจเร่งตัวมากเกินไป นโยบายการเงินต้องการให้เศรษฐกิจสมูท ไม่แกว่งเกินไป เพราะยิ่งเร่งอาจจะขึ้นไปสูงก็จะตกลงมาเร็วได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เศรษฐกิจโต 3% กว่าๆ แล้วไม่ควรเร่ง มองว่าศักยภาพระยะสั้น จีดีพีควรโตที่ 3.5-4% และไม่แน่ใจว่าการลดดอกเบี้ย จะทำให้เศรษฐกิจเร่งขึ้นได้ขนาดไหน ในภาวะ ที่การลงทุนยังต่ำและหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่เช่นนี้ ที่สำคัญการไปเร่งมาก อาจสร้างผลกระทบข้างเคียงต่อเศรษฐกิจได้" เมธี ระบุ
ขณะที่เงินบาทที่แข็งค่าเร็วต้นปีนี้ถึงปัจจุบันแข็งค่าประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ถือว่า แข็งค่าสุดในภูมิภาคนั้น เป็นเพราะดอลลาร์อ่อนค่าลงมาก โดยดัชนีเงินดอลลาร์ต้นปีถึงปัจจุบันอ่อนค่าลงถึง 10.5% บวกกับปัจจัยในประเทศไทยก็มีส่วนทำให้เงินบาทแข็งด้วย เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง การส่งออกดี การท่องเที่ยวดี และยังมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) รวมถึงฟันด์โฟลว์เข้ามาในตลาดบอนด์ด้วย จึงเสริมให้เงินเข้ามากกว่าปกติ กดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก แต่หากเทียบบาทกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าคู่แข่งทั้งหมด (NEER) บาทจะแข็งค่าเพียง 2.5% เท่านั้น
ด้านการผ่อนคลายนโยบายการเงินไว้ที่ 1.5% ในช่วงที่ผ่านมา ธปท.เห็นว่า ถึงจะไม่ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ก็มีผลต่อยิลด์บอนด์ ลดลง ทำให้ต้นทุนที่ระดมผ่านตลาดบอนด์ลดลง และยังทำให้ผู้กู้ธุรกิจ รายใหญ่มีอำนาจต่อรองให้ได้ดอกเบี้ยต่ำได้มากขึ้น สะท้อนว่านโยบายการเงินมีผลต่อเศรษฐกิจ
จากมุมมองที่แตกต่างของการทำนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน ทำให้สงสัยว่าการลดดอกเบี้ยจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เรื่องนี้ สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ปกติการลดดอกเบี้ยจะช่วยให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นหรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จริง แต่โจทย์ของสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันการแก้ปัญหาคงไม่ใช่แค่การลดดอกเบี้ย
"โจทย์ขณะนี้คงไม่ใช่แค่การลดดอกเบี้ย ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย เพราะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจรายเล็กยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน จึงต้องพึ่งการกู้เงินนอกระบบอยู่ ดังนั้นปัญหาที่ใหญ่กว่าต้นทุนดอกเบี้ย คือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน" สมประวิณ กล่าว
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองในทิศทางที่สอดคล้องกันว่า การลดดอกเบี้ยถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่คงไม่มาก เพราะอีกด้านการลดดอกเบี้ยก็ต้องคิดถึงผู้ฝากเงินและนักลงทุน ที่อาจแสวงหาผลตอบแทนสูงและเสี่ยงขึ้น และอาจจะลดการบริโภคลงก็เป็นได้ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็ติดลบที่ 0.3% แล้ว
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจ ธปท.คาดว่าจีดีพีปีนี้โตที่ 3.5% และปีหน้า 3.7% และเงินเฟ้อปีหน้าก็น่าจะเพิ่มขึ้นได้ สะท้อนว่า นโยบายการเงินได้ดูแลและรับผิดชอบในบทบาทที่ควรทำแล้ว การลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นระยะสั้น คงไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้มากนัก เพราะอีกไม่กี่เดือนก็หมดปีแล้ว
สำหรับเรื่องดอกเบี้ยไทย 1.5% สูงกว่าต่างประเทศทำให้ ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามากินส่วนต่างทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่านั้น มองว่า ฟันด์โฟลว์ที่กินส่วนต่างดอกเบี้ยมีน้อยมาก และที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้ตรวจสอบเงินทุนที่ไหลเข้าจากนักลงทุนที่มีถิ่นฐานนอกประเทศ หรือเอ็นอาร์แล้ว บวกกับได้ลดการออกพันธบัตร ธปท.ที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น รวมถึงมีมาตรการในการรายงานข้อมูลเอ็นอาร์แล้ว
ส่วนประเด็นที่มองว่าดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% อยู่ในระดับสูงมีส่วนทำให้ธนาคารนำเงินมาฝาก ธปท.แทนที่จะนำไปปล่อยกู้นั้น มองว่าธนาคารไม่จำเป็นต้องหาผลตอบแทนที่ 1.5% เพราะส่วนต่างผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากหรือนิมอยู่ที่ประมาณ 3% กว่า สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายอยู่แล้ว แต่การนำสภาพคล่องบางส่วนมาฝาก เพราะ ธปท.ต้องดูแลสภาพคล่องไม่ให้มีมากเกินไป คนจะได้ไม่นำเงินไปเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์หรือเก็งกำไรด้านอื่น กลายเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจอีกด้าน ไม่ได้ตั้งใจบิดเบือนกลไกตลาดให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดแต่อย่างใด
สรุปจากมุมมองดูเหมือนว่า แนวโน้มการเรียกร้องให้ลดดอกเบี้ยในจังหวะนี้จะเห็นผลสำเร็จยาก เนื่องจากความจำเป็นของนโยบายการเงินในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวยังมีอีกเพียบ และแทนที่จะลุ้นให้ดอกเบี้ยลดอาจต้องไปลุ้นว่าดอกเบี้ยจะขึ้น เมื่อไรแทน n







